MIME-Version: 1.0 Content-Type: multipart/related; boundary="----=_NextPart_01CAD562.C5BFE7C0" This document is a Single File Web Page, also known as a Web Archive file. If you are seeing this message, your browser or editor doesn't support Web Archive files. Please download a browser that supports Web Archive, such as Windows® Internet Explorer®. ------=_NextPart_01CAD562.C5BFE7C0 Content-Location: file:///C:/65346902/ManagementConsultantforweb.htm Content-Transfer-Encoding: quoted-printable Content-Type: text/html; charset="us-ascii"
Management Consultant &
Solutions Company
ช่ว=
3591;ระยะก่อนกา=
รบริหารโครŧ=
1;การ
กา=
;รวิเคราะห์#=
85;รอบแนวคิดโ=
3588;รงการเบื้อ=
งต้นและการŪ=
4;ึกษาความเป=
657;นไปได้ของโ&=
#3588;รงการ
ชื่=
3629;โครงการ
: Management
Consultant & Solutions Project (e-Management Consultant)
ประ=
3648;ภทของโครงก=
าร
: โครงกū=
4;รเป็นโครงก=
634;รประเภทของ<=
b>การบริการใ=
627;้คำปรึกษา
แนะนำ
การแก้ไขปัŧ=
7;หา
ค้นหา
ค้นคว้าและŦ=
5;ารพัฒนาองค=
660;กรทางด้านก&=
#3634;รจัดการ
ควา=
3617;เป็นมาและก=
ารเสาะหาโคũ=
9;งการ
: เนื่อŧ=
1;จากผู้ดำเน=
636;นงานจัดทำโ&=
#3588;รงการได้รั=
;บการศึกษาร$=
32;ดับปริญญาโ=
3607;
M.B.A. โครง&=
#3585;ารความร่วม=
;มือระหว่าง$=
17;.รามคำแหงกั&=
#3610;บริษัท
ทศท
คอร์ปอเรชัŭ=
6;น
จำกัด(มหาชน)
รุ่นที่ 1 (RU-TOT MBA)
ระ=
;บบการบริกา$=
19;ได้แบ่งออก=
3648;ป็น
2 ระบบคือ
1.
ระบบ e-Management
Consultant เป็=
3609;ระบบการให้=
คำปรึกษา
แนะนำ
การแก้ไขปัŧ=
7;หา
ค้นหา
ค้นคว้าและŦ=
5;ารพัฒนาองค=
660;กรทางด้านก&=
#3634;รจัดการ
โดยผ่านเคũ=
9;ื่องมือสื่=
629;สารทาง
Web ด้วยการ=
;จัดจัดทำเป$=
55;น
Web Application ให้มี&=
#3588;วามทันสมัย=
;สอดคล้องกั$=
10;ความก้าวหน=
3657;าทางเทคโนโ=
ลยี
เพื่อความŪ=
6;ะดวกสบายขอ=
591;ลูกค้าผู้ช&=
#3657;บริการ
โดยเครื่อŧ=
1;มือนี้กลุ่=
617;ลูกค้าเป้า&=
#3627;มาย
Level General Customers ( Profit) ก$=
34;รเก็บรวมรว=
3617;ข้อมูล
การประมวลผŪ=
1;(หลักเป็นกา=
3619;ตอบเชิงวิช=
าการ)
การแสดง=
;ผล(Out
Put) ผ่าน Web Site ภายใต้การŨ=
7;ำงานของระบ=
610;ฐานข้อมูล Target : Mass Market คุ=
ณสมบัติอีก=
3611;ระการหนึ่ง=
ของ
Web Application คือร&=
#3632;บบ
Search ค้นหาค=
623;ามรู้ทางวิ&=
#3594;าการ
เช่นต้องกาũ=
9;ค้นหา
ระบบ Just In Time ก=
634;รแสดงผล(Out
Put)สามารถแส=
;ดงผลรายระเ$=
29;ียดของข้อม=
3641;ลพร้อมภาพใ=
นทันที
2. ระบ=
บ
Manual เป$=
55;นระบบที่ใช=
3657;อยู่ทั่วไป=
ลูกค้าติดตŭ=
6;อเข้ามาที่=
610;ริษัท
เจ้าหน้าขŪ=
9;งบริษัทไปจ=
633;ดเก็บข้อมู&=
#3621;
คำถาม
ความต้องกาũ=
9;
คำตอบ บริษั$=
07;นำข้อมูลมา=
3623;ิเคระห์
ประมวลผล
เพื่อหาคำตŪ=
9;บ
คำแนะนำ
แผนระยะสั้Ũ=
9;
แผนระยะยาวŨ=
5;ามความเป็น=
592;ริง Level Exclusive
Customers (Profit) การเกŭ=
5;บรวบรวมข้อ=
617;ูลที่
Site กระบวนŦ=
5;ารจัดการข้=
629;มูล
วิเคราะห์
ประมวลผล
โดยคนและโปũ=
9;แกรม
การแสดงผลงū=
4;น
การจัดทำราũ=
8;งานในรูปแบ=
610;หนังสือ
และการ Present &=
#3591;านด้วย
Power Point Target : Niche Market
ทั้งน=
ี้การทำงานŦ=
6;องทั้ง
2
ระบบจะต้องŨ=
5;อบสนองผู้ใ=
594;้บริการ
เพื่อให้เกū=
6;ดการเปลี่ย=
609;แปลงภายในอ&=
#3591;ค์การในทิศ=
;ทางที่เป็น$=
11;ระโยชน์ไม่=
3623;่าจะเป็นด้=
านใดก็ตาม
เช่น
อัตรากำไร
การเพิ่มยอŨ=
4;ขาย
การพัฒนาระũ=
0;บงานการพัฒ=
609;าแผนกลยุทธ&=
#3660;
การพัฒนาบุŦ=
8;ลากร
ระย=
3632;เวลาของการ=
ดำเนินโครงŦ=
5;าร
: 2 ปี
เริ่มต้นดำŬ=
8;นินโครงการ=
623;ันที่1
มกราคม 2553
สิ้นสุดโครŧ=
1;การวันที่
31 ธันวาคม 2554
วัต=
3606;ุประสงค์โค=
รงการ
:
1.
การใช้ความũ=
9;ู้ให้คำปรึ=
585;ษาเกี่ยวกั&=
#3610;การจัดการเ=
;พื่อการพัฒ$=
09;าธุรกิจของ=
3611;ระเทศ
2.
การใช้ความũ=
9;ู้ทางด้านก=
634;รจัดการมาป&=
#3619;ะกอบการดำเ=
;นินการทางธ$=
40;รกิจ
3.
เพื่อการเพū=
6;่มพูนความร=
641;้ทางด้านวิ&=
#3594;าการ
ทักษะ
ความสามารถ
ของผู้ดำเนū=
6;นการ
4. พัฒน$=
34;
ยกระดับอาชū=
7;พ
Consultant เป็$=
09;การให้คำปร=
3638;กษาโดยการใ=
ช้เทคโนโลยū=
7;สารสนเทศ
งบป=
3619;ะมาณ
: ประมาŨ=
3;การ
500,000<=
/span>.-บาท
ถึง 1,000,000.-บาท (ระบบ=
3649;ละข้อมูลจั=
ดทำเอง)
ที่=
3617;าของงบประม=
าณ
:
1.
การลงทุนขอŧ=
1;ผู้ถือหุ้น=
651;นการจัดตั้&=
#3591;บริษัท
2.
การขออนุมัŨ=
5;ิการสนับสน=
640;นโครงกาจาก&=
#3627;น่วยงานของ=
;รัฐ
Core Competency ของอาชีพท=
3637;่ปรึกษา
:
งาน=
3604;้านการผลิต
การใชŭ=
7;ทักษะทางคว=
634;มคิด
:
การเรียนรูŭ=
7;อย่างต่อเน=
639;่อง
(Knowledge Continuous) กร=
ะบวนการคิดŪ=
3;ิเคราะห์ปั=
597;หา
ความคิดสร้ū=
4;งสรรในการห=
634;ทางออก
ทางแก้ไขปัŧ=
7;หา
งาน=
3604;้านสารสนเท=
ศ
การใช้ทักษū=
2;ทางการสื่อ=
626;าร
: กระบวนการเ=
585;็บรวบรวมข้&=
#3629;มูล
ปัญหาต่างๆŦ=
6;ององค์การ
การสื่อสารŬ=
9;นวทางที่นำ=
648;สนอข้อแนะน&=
#3635;และการแก้ไ=
;ขปัญหาของอ#=
91;ค์การ
ปัญ=
3627;าและอุปสรร=
คในการดำเนū=
6;นการ
:
1.
ผู้ดำเนินกū=
4;รมีจำนวน
2 ท่าน
ทำให้เกิดขŭ=
7;อจำกัดด้าน=
588;วามคิดเห็น
การสร้างงาŨ=
9;(ข้อมูล)ที่ต&=
#3657;องการทักษะ
ความชำนาญ
ประสบการณ์Ŧ=
6;องบางสาขาว=
636;ชา
เช่น
วิชาการผลิŨ=
5;
วิชาการตลาŨ=
4;
วิชาบัญชีแŪ=
1;ะการเงิน
2.
ปัญหาเวลาใŨ=
9;การดำเนินง=
634;นของผู้จัด&=
#3607;ำโครงงาน
เนื่องจากตŭ=
7;องประกอบอา=
594;ีพหลัก
เวลาที่ใช้Ū=
6;ำหรับงานโค=
619;งการมีข้อจ&=
#3635;กัด
3. ปัญหาสถานะũ= 1;ัจจุบันเป็= 609;เพียงกลุ่ม&= #3588;นจำนวนน้อย ขาดลักษณะกū= 4;รจัดตั้งที= 656;เป็นองค์กร<= o:p>
4.
ปัญหาทางกาũ=
9;เงินขาดแผน=
585;ารที่จะต้อ&=
#3591;มีงบประมาณ=
;ที่ใช้ในกา$=
19;บริหาร
ดำเนินการโŦ=
8;รงการ
5.
การดำเนินงū=
4;นภายใต้ข้อ=
592;ำกัดของ
เวลา การเงิ$=
09;
จำนวนสมาชิŦ=
5;
ทำให้ด้อยดŭ=
7;านคุณภาพแล=
632;ปริมาณ
ผลก=
3634;รดำเนินงาน=
ตั้งแต่ต้นŧ=
2;นถึงปัจจุบ=
633;น
:
ภายใต=
้ข้อจำกัดใŨ=
9;เรื่องของจ=
635;นวนสมาชิก
เวลา การเงิ$=
09;
ส่งผลที่เปŭ=
5;นปัญหาอุปร=
619;คของการดำเ&=
#3609;ินงานมีผลต=
;่อการดำเนิ$=
09;โครงการให้=
3617;ีความล่าช้=
า
ขาดแนวความŦ=
8;ิด
ขาดความหลาŦ=
5;หลายของทัก=
625;ะ
ความสามารถ
เป็นปัญหาŨ=
7;ี่ต้องหาทา=
591;แก้ไขในการ&=
#3604;เนิงานในขั=
;้นถัดไป
การดำ=
เนินงานที่ũ=
2;่านมาของสม=
634;ชิกจำนวนน้&=
#3629;ยทำให้การท=
;ำงานคล่องต$=
33;ว
ความขัดแย้ŧ=
1;ทางความคิด=
617;ีน้อย
สามารถทำงาŨ=
9;โดยใช้ลักษ=
632;เด่นของแต่&=
#3621;ะบุคคลประส=
;านการทำงาน$=
48;ป็นทีมได้ด=
3637;
ทีมมีความŦ=
8;ืบหน้าของก=
634;รปรับแนวคิ&=
#3604;
เรียนรู้ซึŭ=
6;งกันและกัน
ศึก=
3625;าความเป็นไ=
ปได้ของโครŧ=
1;การ
ประเด=
็นปัญหา
:
ผู้ร่วมงานŪ=
7;รือ
ทีมบริหาร
ประเด=
็นปัญหา
:
เงินลงทุนหũ=
9;ืองบประมาณ
ประเด=
็นปัญหา
: โปรแกรม Expert
System (หรือระบ=
3610;อื่น)
ประเด=
็นปัญหา
:
การสนับสนุŨ=
9;งบประมาณจา=
585;ภาครัฐ
ประเด=
็นปัญหา
:
การจัดตั้งŬ=
8;ป็นองค์การ=
607;างธุรกิจ
(บริษัท)
ประเด=
็นปัญหา
:
การจัดทำข้Ū=
9;มูลเชิงปริ=
617;าณมาก
คุณภาพ
และสัมพันธŮ=
0;กันของข้อม=
641;ล
ประเม=
ินโครงการแŪ=
1;ะตัดสินใจ
ยุทธศ=
าสตร์นี้มีŦ=
5;ลุ่มเป้าหม=
634;ยเป็นกิจกา&=
#3619;ประเภทต่าง=
;ๆ
ประกอบด้วย
กิจการในระũ=
8;ะเริ่มต้นธ=
640;รกิจ
(Start Up), กิจ#=
85;ารในระยะเต=
3636;บโตทางธุรก=
ิจ
(Growth) และกิจ&=
#3585;ารในระยะปร=
;ับตัว
(Turn Around) โดยมี=
ประเด็นการŪ=
6;่งเสริมกิจ=
585;ารกลุ่มเป้&=
#3634;หมายในด้าน=
;การสร้างคว$=
34;มรู้ความสา=
3617;ารถในการจั=
ดการธุรกิจ
การเข้าถึงŬ=
9;หล่งเงินทุ=
609;และข้อมูล
การสร้างกิŧ=
2;การให้เป็น
Smart Knowledge-Based SMEs ตลอ$=
04;จนการสนับส=
3609;ุนการรักษา=
ตลาดเดิมแลū=
2;แสวงหาตลาด=
651;หม่
หรือแม้กระŨ=
7;ั่งการออกจ=
634;กตลาด
การควบรวมกū=
6;จการหรือเป=
621;ี่ยนธุรกิจ&=
#3651;หม่
1.
กลุ่มกิจกาũ=
9;ในระยะเริ่=
617;ต้นธุรกิจ
(Start Up)
2. กลุ=
่มกิจการในũ=
9;ะยะเติบโตท=
634;งธุรกิจ
(Growth)
3. กลุ=
่มกิจการในũ=
9;ะยะปรับตัว
(Turn Around)
(1) ก=
621;ุ่มกิจการใ&=
#3609;ระยะเริ่มต=
;้นธุรกิจ
(Start Up)
ซึ่งจ=
ะมียุทธศาสŨ=
5;ร์
เพื่อ
1.
การแนะนำวิŨ=
8;ีการสร้างฐ=
634;นความรู้คว&=
#3634;มสามารถในก=
;ารจัดการธุ$=
19;กิจ
2.
การแนะนำวิŨ=
8;ีการเข้าถึ=
591;แหล่งเงินท&=
#3640;น
และแนะนำกาũ=
9;เตรียม
ความพร้อมใŨ=
9;การขอรับสิ=
609;เชื่อหรือเ&=
#3591;ินสนับสนุน=
;การเริ่มต้$=
09;ธุรกิจ
3.
การแนะนำวิŨ=
8;ีการให้ข้อ=
617;ูลข่าวสาร
รวมทั้งวิธū=
7;ที่จะเข้าถ=
638;งข้อมูลผ่า&=
#3609;ช่องทางต่า=
;งๆ
เช่น Internet, สื่อสิ่งพิ=
3617;พ์, การสัมมนา =
4.
การแนะนำวิŨ=
8;ีการให้ควา=
617;รู้ในการเร&=
#3636;่มต้นทำธุร=
;กิจ
5. การแ$=
09;ะนำวิธีการ=
3648;ข้าถึงบริก=
ารของภาครัŨ=
0;
6.
การแนะนำวิŨ=
8;ีการสร้างค=
623;ามรู้ความส&=
#3634;มารถด้านกา=
;รบริหารจัด#=
85;ารธุรกิจนั=
3657;น
7.
ให้การดำเนū=
6;นการระบบฝึ=
585;อบรม
ระบบการบ่มŬ=
8;พาะ
(Start-Up Fund หรื&=
#3629;
Seed Fund) หรือกอ=
;งทุนร่วมลง$=
07;ุนสำหรับ
Innovative SMEs (SMEs ที่ม=
3637;นวัตกรรม)
8. การแ$=
09;ะนำและดำเน=
3636;นการจัดทำ
แผนธุรกิจ (
9. การ=
สร้างความเŧ=
4;ื่อมั่นด้า=
609;คุณสมบัตขอ&=
#3591;ผู้ประกอบก=
;ารให้สามาร$=
06;ก้าวไปสู่ค=
3623;ามสำเร็จ
(2)
กลุ่มกิจกาũ=
9;ใน
ระยะเติบโตŨ=
7;างธุรกิจ
(Growth)
ซึ่งจ=
ะมียุทธศาสŨ=
5;ร์
โดยแบ่งแนวŨ=
7;างในการดำเ=
609;ินธุรกิจได&=
#3657;เป็นมาตรกา=
;รระยะสั้นแ$=
21;ะระยะยาว
มาต=
3619;การระยะสั้=
น
1.
การดำเนินธŬ=
0;รกิจในการส=
619;้างความรู้&=
#3588;วามสามารถ
ทักษะและควū=
4;มโปร่งใส
2.
ศึกษาปัญหาŬ=
9;ละความต้อง=
585;ารเพื่อยกร&=
#3632;ดับความสาม=
;ารถในการจั$=
04;การธุรกิจ
3.
การดำเนินธŬ=
0;รกิจจัดหา
มาตรการสนัũ=
0;สนุนทางการ=
648;งินที่หลาก&=
#3627;ลาย
ทางภาครัฐฯ
และภาคเอกชŨ=
9;
เพื่อสนับสŨ=
9;ุนการยกระด=
633;บความสามาร&=
#3606;ในการเข้าถ=
;ึงสินเชื่อ$=
49;ละแหล่ง
ระดมทุนสำหũ=
9;ับ
SMEs ค่ะ
4.
การแนะนำวิŨ=
8;ีการเข้าถึ=
591;แหล่งความร&=
#3641;้และข้อมูล=
;ข่าวสารของ
SMEs อา$=
07;ิ
Internet สิ่ง=
;พิมพ์
การประชุมสū=
3;มมนา
การวินิจฉัũ=
8;
5.
การแนะนำวิŨ=
8;ีการเก็บรั=
585;ษาตลาดเดิม&=
#3649;ละการแสวงห=
;าตลาดใหม่
มาต=
3619;การระยะยาว
1.
การแนะนำวิŨ=
8;ีการยกระดั=
610;เทคโนโลยีแ&=
#3621;ะความสามาร=
;ถทางนวัตกร$=
19;ม
2.
การแนะนำวิŨ=
8;ีการต่างๆเ=
614;ื่อให้เกิด&=
#3588;วามรู้ความ=
;สามารถในกา$=
19;ออกแบบด้วย=
3605;นอง
เพื่อเป็นกū=
4;รขยายโอกาส=
649;ละช่องทางก&=
#3634;รตลาดให้มา=
;กขึ้น
3.
การแนะนำวิŨ=
8;ีการจัดการ=
604;้านลอจิสติ&=
#3585;ส์
4.
การแนะนำวิŨ=
8;ีการจัดหาข=
657;อมูลพฤติกร&=
#3619;มผู้บริโภค
5.
การแนะนำวิŨ=
8;ีการจับคู่=
607;างธุรกิจ
6.
การแนะนำวิŨ=
8;ีการสร้างต=
619;าสินค้า
(Brand)
7. การ=
สนับสนุนใหŭ=
7;มีการยกระด=
633;บความ
สามารถบุคลū=
4;กร
SMEs ในทักษū=
2;ด้านต่างๆ
พัฒนาพนักงū=
4;นของกิจการ
SMEs โดยการũ=
3;ึกอบรมในรู=
611;แบบที่หลาก&=
#3627;ลาย
8.
การแนะนำวิŨ=
8;ีการสนับสน=
640;นการสร้างส&=
#3616;าพแวดล้อมแ=
;ละระบบสวัส$=
04;ิการเพื่อจ=
3641;งใจและรักษ=
าบุคลากรใหŭ=
7;กับกิจการ
(3) ก=
621;ุ่มกิจการใ&=
#3609;ระยะถดถอยแ=
;ละปรับตัว
(Turn Around)
ซึ่งม=
ีแนวทางในกū=
4;รแนะนำวิธี=
585;ารเพื่อ
1. การ=
แนะนำวิธีกū=
4;รปรับตัว
2. การ=
แนะนำวิธีกū=
4;รควบรวม
3. การ=
แนะนำวิธีกū=
4;รปรับเปลี่=
618;นธุรกิจ
4. การ=
แนะนำวิธีกū=
4;รออกจากตลา=
604;
5. การ=
แนะนำวิธีกū=
4;รด้านการเง=
636;นสำหรับควบ&=
#3619;วมกิจการแล=
;ะเปลี่ยนธุ$=
19;กิจใหม่
มาต=
3619;การระยะสั้=
น
1. การ=
แนะนำวิธีกū=
4;รเตรียมควา=
617;พร้อมให้กั&=
#3610;กลุ่ม
ธุรกิจที่มū=
7;การถดถอย
โดยการเชื่Ū=
9;มโยงกับสถา=
610;ันการเงินเ&=
#3614;ื่อขอรับกา=
;รสนับสนุน
2. การ=
แนะนำวิธีกū=
4;รการแก้ไขป=
633;ญหาทางการเ&=
#3591;ินและหนี้
NPL
3. การ=
แนะนำวิธีกū=
4;รมีการบ่มเ=
614;าะให้คำปรึ&=
#3585;ษาแนะนำบริ=
;การความรู้#=
86;้อมูลข่าวส=
3634;รในการ
ปรับตัว
หรือปรับเปŪ=
1;ี่ยนธุรกิจ
มองหาลู่ทาŧ=
1;ทำธุรกิจให=
617;่
4. การ=
แนะนำวิธีกū=
4;รสนับสนุนก=
634;รแก้ไขปัญห&=
#3634;ด้านต่างๆ
เช่น
ปัญหาด้านกū=
4;รเงิน
โดยการจัดตū=
3;้งกองทุนฟื=
657;นฟู
SMEs การแก้ŭ=
2;ขปัญหา
NPL หรือการ=
;แก้ไขปัญหา$=
04;้านการตลาด
โดยการทำ Business
Matching
มาต=
3619;การระยะยาว
1. การ=
แนะนำวิธีกū=
4;รสร้างแรงจ=
641;งใจ
โดยให้สถาบū=
3;นทางการเงิ=
609;ช่วยเหลือด&=
#3657;านเงินทุนต=
;่อ
SMEs ช่วยใหŭ=
7; SMEs
มีระบบบั=
597;ชี/แผนธุรกิ=
จที่ดีขึ้น
2. การ=
แนะนำวิธีกū=
4;รประเมินแผ=
609;ธุรกิจโดยใ&=
#3594;้
ทีมงานผู้เŧ=
4;ี่ยวชาญ
วิเคราะห์ปū=
3;ญหา
แนะนำลู่ทาŧ=
1;ในการอยู่ร=
629;ด
3. การ=
แนะนำวิธีกū=
4;รสร้างองค์=
588;วามรู้และถ&=
#3656;ายทอดสู่กิ=
;จการ
SMEs ที่ได้ũ=
9;ับผลกระทบจ=
634;กวัฏจักรแล&=
#3632;แนวโน้มธุร=
;กิจเพื่อป้$=
29;งกันการถดถ=
3629;ย
4. การ=
แนะนำวิธีกū=
4;รสามารถปรั=
610;เปลี่ยนธุร&=
#3585;ิจได้อย่าง=
;ค่อยเป็นค่$=
29;ยไป
ที่=
3611;รึกษา
(Consultant) หũ=
7;ายถึง
บุคคลหรือกŪ=
1;ุ่มบุคคลที=
656;มีประสบการ&=
#3603;์
ความรู้ควาũ=
7;ชำนาญ
ทางวิชาการ
และประกอบอū=
4;ชีพให้บริก=
634;รในการให้ค&=
#3635;ปรึกษาข้อเ=
;สนอแนะทางด$=
57;านเทคนิควิ=
3594;าการในสาขา=
วิชาชีพต่าŧ=
1;ๆ
และตามภารกū=
6;จที่ได้รับ=
617;อบหมายจากผ&=
#3641;้ว่าจ้างใน=
;ด้านต่างๆ
เช่น
วิศวกรรมศาŪ=
6;ตร์
การเงิน
บัญชี
เศรษฐศาสตรŮ=
0;
สังคม
และสิ่งแวดŪ=
1;้อม
เป็นต้น
ที่ปรึกษาอū=
4;จแบ่งอย่าง=
585;ว้างๆ
ตามลักษณะขŪ=
9;งความเชี่ย=
623;ชาญหรืองาน&=
#3607;ี่ให้บริกา=
;ร
เช่น ที่ปรึ#=
85;ษาด้านการเ=
3591;ิน
ที่ปรึกษาดŭ=
7;านองค์กร
ที่ปรึกษาดŭ=
7;านวิศวกรรม
(หรือวิศวกร
ที่ปรึกษา)
ที่ปรึกษาดŭ=
7;านเศรษฐกิจ
ที่ปรึกษาดŭ=
7;านสิ่งแวดล=
657;อม
เป็นต้น คำว$=
56;า
“ที่ป&=
#3619;ึกษา”
จึงรวมถึงผŬ=
1;้ประกอบ
วิชาชีพ (Professionals) ที่มีคุณว=
3640;ฒิระดับปริ=
ญญาตรีขึ้นŭ=
2;ป
ในสายวิชาชū=
7;พต่างๆ
เช่น
เศรษฐศาสตรŮ=
0;
วิศวกรรมศาŪ=
6;ตร์
เป็นต้น
ซึ่งทำงานวū=
6;ชาการในองค=
660;กรที่ปรึกษ&=
#3634;
อาจแบ่งที่ũ=
1;รึกษาตามคุ=
603;วุฒิและประ&=
#3626;บการณ์ได้เ=
;ป็น
Junior Consultant หมายถ=
;ึง
ที่ปรึกษาซū=
8;่งยังมีประ=
626;บการณ์ไม่ม&=
#3634;กนัก
และ Senior Consultant หũ=
7;ายถึง
ที่ปรึกษาอū=
4;วุโสที่มีป=
619;ะสบการณ์นั&=
#3610;สิบปี
มีเรื=
่องเล่าเกีŭ=
6;ยวกับ
Consultant หลา$=
18;เรื่อง
ซึ่งมองได้Ũ=
7;ั้งในแง่วิ=
594;าการหรือบั&=
#3609;เทิงก็ได้ท=
;ั้งนั้น
เรื่องแรก
เรื่องมีอยŬ=
1;่ว่า
มีคนถามอาจū=
4;รย์ท่านหนึ=
656;งว่า
Consultant ทำหน้า=
;ที่อะไร
ผู้ตอบไม่ไŨ=
4;้ตอบตรงๆ
แต่เล่าเป็Ũ=
9;นิทานว่า
ในเมืองใหญŭ=
6;แห่งหนึ่ง
มีแมวหนุ่มŨ=
5;ัวหนึ่ง
นิสัยเจ้าชŬ=
1;้
และทำให้เกū=
6;ดลูกแมวเป็=
609;จำนวนมาก
ทำให้ประชาŦ=
5;รแมวมีมากเ=
585;ินไป
นายกเทศมนตũ=
9;ีเลยจับแมว=
605;ัวนี้ตอน
ซึ่งก็ได้ผŪ=
1;
หลายเดือนผŭ=
6;านไป
ประชากรแมวŪ=
1;ดลงเป็นที่=
609;่าพอใจ
แต่พอปีถัดŭ=
2;ป
ประชากรแมวŦ=
5;ลับเพิ่มขึ=
657;นอีก
แต่ครั้งนีŭ=
7;เพิ่มขึ้นเ=
611;็นจำนวนมาก&=
#3585;ว่าเก่ามาก
นายกเทศมนตũ=
9;ีเลยให้สอบ=
626;วนหาสาเหตุ&=
#3592;ึงพบว่า
แมวตัวนี้ทū=
5;อะไรไม่ได้=
629;ีกแล้ว
เพราะถูกตอŨ=
9;แต่ไปทำหน้=
634;ที่
Consultant ให้แมว=
;หนุ่มๆ
รุ่นใหม่ๆ
ผลของงานดี
แมวเลยเกิดŬ=
8;ยอะ…
Solution of Success $=
27;มายถึง
การร่=
วมใจให้บริŦ=
5;ารครบวงจร
(Solution) เพืŭ=
6;อร่วมเป็นส=
656;วนหนึ่งของ&=
#3588;วามสำเร็จ
(Success) ของลูก=
ค้า
ด้วยเพราะเũ=
9;าเชื่อมั่น=
623;่า
ความสำเร็จŦ=
6;องลูกค้านำ=
617;าซึ่งความส&=
#3635;เร็จของเรา=
;
ลัก=
3625;ณะของงานที=
่ปรึกษา
งานที=
่จัดว่าเป็Ũ=
9;งานที่ปรึก=
625;า
ได้แก่
งานบริการทū=
4;งวิชาการ
ซึ่งไม่ใช่ŧ=
1;านประจำ
อันได้แก่
งานประเภทตŭ=
6;างๆ
ดังต่อไปนีŭ=
7;
(1)
การออกแบบทū=
4;งสถาปัตยกร=
619;มและวิศวกร&=
#3619;ม
(2)
การควบคุมแŪ=
1;ะจัดการการ=
585;่อสร้าง
(3)
การศึกษาวิŬ=
8;คราะห์เรื่=
629;งใดเรื่องห&=
#3609;ึ่ง
เพื่อจัดทำŨ=
9;โยบาย
แนวทางการแŦ=
5;้ไขปัญหา
แผนการดำเนū=
6;นงานในระดั=
610;ต่างๆ
สร้างความเŦ=
6;้าใจในปัญห=
634;
ตัวอย่างเชŭ=
6;น
การจัดทำแผŨ=
9;
ปรับโครงสรŭ=
7;างขององค์ก=
619;
การแปรรูปรū=
3;ฐวิสาหกิจ
การจัดทำแผŨ=
9;หลักการพัฒ=
609;าเศรษฐกิจส&=
#3633;งคมของพื้น=
;ที่เฉพาะ
การจัดทำแผŨ=
9;หลักการพัฒ=
609;าทรัพยากรน&=
#3657;ำในพื้นที่=
;ลุ่มน้ำหนึ$=
56;ง
การจัดทำระũ=
0;บการดำเนิน=
608;ุรกิจและระ&=
#3610;บการจัดการ=
;ด้านการเงิ$=
09;ขององค์กร
เป็นต้น
(4) การ=
;ศึกษาความเ$=
27;มาะสมของโค=
3619;งการ
เพื่อจัดทำŬ=
9;ผนการลงทุน=
604;ำเนินโครงก&=
#3634;ร
(5)
การตรวจสอบŪ=
3;ิเคราะห์เพ=
639;่อแก้ปัญหา&=
#3648;ฉพาะทางวิศ=
;วกรรม
เช่น
ปัญหาอาคารũ=
9;้าว
ปัญหาน้ำท่Ū=
3;ม
(6)
การจัดการแŪ=
1;ะบริหารโคร=
591;การ
(ซึ่งไม่ใช่$=
50;ครงการก่อส=
3619;้าง)
(7)
การสำรวจรวũ=
0;รวมข้อมูลท=
634;งวิชาการ
เช่น การจัด$=
07;ำแผนที่ด้ว=
3618;ระบบสารสนเ=
ทศทางภูมิศū=
4;สตร์
(8)
การจัดทำแผŨ=
9;หลักและการ=
614;ัฒนาระบบข้&=
#3629;มูลเทคโนโล=
;ยีสารสนเทศ
และระบบข้อũ=
7;ูลเพื่อการ=
592;ัดการ
(Management Information System)
คุณสมũ=
0;ัติของที่ป=
619;ึกษา
1.
ต้องมีความŧ=
5;ื่อสัตย์
และมีจริยธũ=
9;รม
ลักษณะทั่วŭ=
2;ปต่อไปนี้ท=
637;่ทำให้ลูกค&=
#3657;ามีความไว้=
;วางใจ
ได้แก่
● มี=
3588;วามซื่อสัต=
ย์
● รั=
3585;ษาความลับข=
องผู้ประกอũ=
0;การ
SMEs
● รั=
3585;ษาผลประโยช=
น์ของลูกค้ū=
4;มากกว่าของ=
605;น
● มี=
3588;วามเต็มใจแ=
ละอยากช่วยŬ=
8;หลือ
SMEs
● เร=
3637;ยนรู้จากคว=
ามผิดพลาดขŪ=
9;งตนเอง
2.
มีความรู้คŪ=
3;ามสามารถใน=
591;านที่ตนให้&=
#3588;ำปรึกษาแนะ=
;นำ
และมีปฏิภาŨ=
3;ไหวพริบดี
ได้แก่
● สา=
3617;ารถเรียนรู=
้ได้เร็ว
เข้าใจง่าย
● เป=
3655;นคนช่างสัง=
เกต
มีความสามาũ=
9;ถเลือกที่จ=
632;รับรู้
รวบรวมข้อมŬ=
1;ลได้ดี
● มี=
3623;ิจารณญาณใน=
การตัดสินใŧ=
2;ได้ดี
● มี=
3588;วามสามารถใ=
นการวิเคราū=
2;ห์และการสั=
591;เคราะห์ข้อ&=
#3617;ูล
● รู=
3657;จักใช้เหตุ=
ผล
● มี=
3588;วามคิดริเร=
ิ่มสร้างสรũ=
9;ค์
3.
มีความเข้าŭ=
1;จในใน
SMEs แ=
3621;ะสามารถทำง=
านร่วมกับบŬ=
0;คคลอื่นและ
SMEs ได้ดี
ได้แก่
● กา=
3619;ให้ความนับ=
ถือยอมรับ
SMEs และมีคŪ=
3;ามอดทน
● มี=
3588;วามสามารถใ=
นการทำให้
SMEs เกิดควū=
4;มเชื่อมั่น=
649;ละไว้วางใจ&=
#3652;ด้
● มี=
3610;ุคลิก
ท่าทางดี
น่าเชื่อถืŪ=
9;
4. ค$=
23;ามสามารถใน=
3585;ารสื่อสารก=
ับ
SMEs
● เป็นนักฟั=
งที่ดี
ตั้งใจฟังผŬ=
1;้ใช้บริการ=
588;ุยเพื่อรวบ&=
#3619;วมข้อมูล
●
สามารถทำใหŭ=
7;โน้มน้าวชั=
585;จูงให้ผู้ป&=
#3619;ะกอบการมีค=
;วามเชื่อถื$=
29;และอยากให้=
3588;วามร่วมมือ=
● สา=
3617;ารถที่จะใช=
้ภาษาที่ง่ū=
4;ยในการพูดใ=
627;้
SMEs มีความŬ=
8;ข้าใจ
● สา=
3617;ารถถ่ายทอด=
ความรู้ให้Ŧ=
5;ับ
SMEs ให้มีคŪ=
3;ามรู้ความเ=
586;้าใจอย่างด&=
#3637;
5.
มีเหตุผลแลū=
2;ใช้วิจารณญ=
634;ณรอบด้าน
ได้แก่
● มี=
3588;วามสามารถใ=
นการวิเคราū=
2;ห์
/ วินิจฉัยปั=
597;หา
● สา=
3617;ารถหาข้อสร=
ุปโดยเที่ยŧ=
1;ตรง
ไม่เบี่ยงเũ=
0;น
ตามความรู้Ū=
6;ึกของตน
● =
b>ความยืด$=
27;ยุ่น
และรู้จักปũ=
9;ับตนเองภาย=
651;ต้สภาวะการ&=
#3603;์ที่เปลี่ย=
;นแปลง
6.
มีบุคลิกส่Ū=
3;นตัว
เป็นที่ยอมũ=
9;ับและเป็นผ=
641;้ใหญ่
● สา=
3617;ารถควบคุมอ=
ารมณ์และควũ=
0;คุมสถานการ=
603;์ได้ดี
● สา=
3617;ารถทำงานภา=
ยใต้สภาวะคŪ=
3;ามกดดัน
หรือในเวลาŪ=
9;ันจำกัด
● มี=
3588;วามเชื่อมั=
่นในตนเอง
แต่ไม่ควรสŬ=
1;งเกินไปจนไ=
617;่ยอมรับฟัง&=
#3588;วามคิดเห็น=
;ของผู้อื่น
● มี=
3588;วามรับผิดช=
อบ
คนหรื=
อองค์กรที่Ũ=
7;ำอาชีพที่ป=
619;ึกษาจึงควร&=
#3592;ะให้ความสำ=
;คัญกับเรื่$=
29;งดังต่อไปน=
3637;้
• เป็นมืออาช=
;ีพ คำว่าเป็น$=
17;ืออาชีพ=
b>
หมายถึง
ต้องทำงานทū=
7;่ปรึกษาเพร=
634;ะรัก
เพราะชอบ
ไม่ใช่ทำเพũ=
9;าะผลประโยช=
609;์บางอย่าง
ถ้าทำด้วยใŧ=
2;แล้ว
แน่นอนว่าผŪ=
1;ประโยชน์มั=
609;จะตามมาเอง
และมืออาชีũ=
4;หมายถึงเก่=
591;จริงในเรื่&=
#3629;งที่จะให้ค=
;ำปรึกษาแก่$=
29;งค์กรหรือล=
3641;กค้า
ไม่ใช่ขายแŦ=
8;่ชื่อแต่ฝี=
617;ือไม่ถึง
และที่สำคัŧ=
7;มืออาชีพจะ=
605;้องมีระบบใ&=
#3609;การทำงาน
เพราะถ้าทีŭ=
6;ปรึกษาเองย=
633;งขาดระบบกา&=
#3619;ทำงานที่ดี=
;แล้ว
ก็คงยากที่ŧ=
2;ะไปให้คำปร=
638;กษาผู้อื่น
• เก=
3655;บรักษาความ=
ลับ ผมเชื่อว่=
าทุกคนที่ทū=
5;อาชีพนี้ย่=
629;มรู้ดีว่าใ&=
#3609;สัญญาว่าจ้=
;างส่วนใหญ่#=
92;ะระบุหัวข้=
3629;นี้ลงไป
แต่ไม่แน่ใŧ=
2;ว่าในทางปฏ=
636;บัติแล้วมี&=
#3651;ครได้นำเอา=
;ข้อมูลของอ#=
91;ค์กรไปใช้ป=
3619;ะโยชน์ในทา=
งที่มิควรบŭ=
7;างหรือไม่
คนที่เป็นทū=
7;่ปรึกษาควร=
592;ะมีพันธะสั&=
#3597;ญากับตัวเอ=
;งที่จะไม่น$=
35;ข้อมูลของล=
3641;กค้าไปเผยแ=
พร่
เพราะผลที่Ū=
9;าจจะเกิดขึ=
657;นอาจจะได้ไ&=
#3617;่คุ้มเสีย
• รั=
3610;ผิดชอบต่อผ=
ลสำเร็จมากŦ=
5;ว่าวิธีการ
• รา=
3588;าสมเหตุสมผ=
ล
เนื่อ=
งจากการว่าŧ=
2;้างที่ปรึก=
625;าเป็นงานที&=
#3656;ไม่ได้จ้าง=
;กันบ่อยๆ
บางองค์กรจū=
8;งไม่ทราบรา=
588;าของระบบงา&=
#3609;หนึ่งระบบน=
;ั้นมันควรจ$=
32;เป็นเท่าไห=
3619;่
จุดนี้จึงเũ=
1;ิดโอกาสให้=
607;ี่ปรึกษาบา&=
#3591;คนโก่งราคา=
;ค่าบริการเ$=
26;ียสูงลิ่ว
บางองค์กรกŭ=
5;กล้าลงทุน
ในขณะที่บาŧ=
1;องค์กรพอได=
657;ฟังราคาแล้&=
#3623;ก็เลิกคิดท=
;ี่จะจ้างที$=
56;ปรึกษาไปเล=
3618;
• ทำ=
;ตัวเป็นส่ว$=
09;หนึ่งขององ=
3588;์กร
คนที&=
#3656;จะทำอาชีพน=
;ี้จำเป็นอย$=
56;างยิ่งที่จ=
3632;ต้องมีจิตส=
ำนึกในการเũ=
1;็นเจ้าของอ=
591;ค์กร
ถึงแม้จะเขŭ=
7;าไปมีส่วนร=
656;วมเพียงส่ว&=
#3609;น้อย
เพราะถ้าทีŭ=
6;ปรึกษามีคว=
634;มรู้สึกถึง&=
#3585;ารเป็นเจ้า=
;ของแล้ว
ผลงานที่ออŦ=
5;มาจะดีกว่า=
588;วามรู้สึกท&=
#3637;่ว่าเป็นบุ=
;คคลภายนอกท$=
37;่เขาจ้างมา=
3607;ำของ
• ทำในสิ่งทū=
7;่ตัวเองถนั=
604; ที่ปรึกษา$=
07;ี่ดีควรจะร=
3641;้ว่าตัวเอง=
เก่งเรื่องŪ=
9;ะไร
และจงทำในสū=
6;่งที่เป็นง=
634;นถนัด
กรุณาอย่าทū=
5;ตัวเป็นผู้=
619;ับเหมาเพรา&=
#3632;จะเกิดผลเส=
;ียในอนาคตค$=
39;อลูกค้ารู้=
3626;ึกว่าไม่น่=
าเสียค่านาũ=
8;หน้า
ผู้รับเหมาŧ=
4;่วงก็ทำงาน=
652;ม่เต็มที่เ&=
#3614;ราะได้เงิน=
;ไม่เต็มเม็$=
04;เต็มหน่วย
หลายที่ที่Ŧ=
6;ายชื่อเสีย=
591;ของสถาบันแ&=
#3605;่แท้ที่จริ=
;งเป็นเพียง$=
49;ค่ผู้รับเห=
3617;าเท่านั้น
Characteristic Consultant
1. Knowledge Base (รอก่$=
29;นเดี๋ยวจะข=
3618;ายความ)
• ความรู้$=
51;นทางปรัชญา
ปรัชญา
เศรษฐกิจพอŬ=
8;พียง
“เศรษ&=
#3600;กิจพอเพียง=
;” เป็นปรัชญ&=
#3634;ที่พระบาทส=
;มเด็จพระเจ$=
57;าอยู่หัวทร=
3591;มีพระราชดำ=
รัสชี้แนะแŨ=
9;วทาง
การดำเนินชū=
7;วิตแก่พสกน=
636;กรชาวไทยมา&=
#3650;ดยตลอดนานก=
;ว่า
25 ปี ตั้งแต่ก&=
#3656;อนเกิดวิกฤ=
;ติการณ์ทาง$=
48;ศรษฐกิจ
และเมื่อภาũ=
8;หลังได้ทรง=
648;น้นย้ำ
แนวทางการแŦ=
5;้ไขเพื่อให=
657;รอดพ้น
และสามารถดū=
5;รงอยู่ได้อ=
618;่างมั่นคงแ&=
#3621;ะยั่งยืนภา=
;ยใต้กระแสโ$=
21;กาภิวัตน์แ=
3621;ะความเปลี่=
ยนแปลง
มีหลักพิจาũ=
9;ณา
ดังนี้
กรอบแ=
นวคิด
เป็นปรัชญาŨ=
7;ี่ชี้แนะแน=
623;ทางการดำรง&=
#3629;ยู่และปฏิบ=
;ัติตนในทาง$=
07;ี่ควรจะเป็=
3609;โดยมีพื้นฐ=
านมาจากวิถū=
7;ชีวิตดั้งเ=
604;ิมของสังคม&=
#3652;ทย
สามารถนำมาũ=
1;ระยุกต์ใช้=
652;ด้ตลอดเวลา
และเป็นการũ=
7;องโลกเชิงร=
632;บบที่มีการ&=
#3648;ปลี่ยนแปลง=
;อยู่ตลอดเว$=
21;า
มุ่งเน้นกาũ=
9;รอดพ้นจากภ=
633;ยและวิกฤติ
เพื่อความมū=
3;่นคงและควา=
617;ยั่งยืนของ&=
#3585;ารพัฒนา
คุณลั=
กษณะ
เศรษฐกิจพอŬ=
8;พียงสามารถ=
609;ำมาประยุกต&=
#3660;ใช้กับการป=
;ฏิบัติตนได$=
57;ในทุกระดับ
โดยเน้นการũ=
1;ฏิบัติบนทา=
591;สายกลาง
และการพัฒนū=
4;อย่างเป็นข=
633;้นตอน
คำนิย=
าม
ความพอเพียŧ=
1;จะต้องประก=
629;บด้วย
3 คุณลักษณะพ=
619;้อม
ๆ กัน ดังนี้
1. ความ&=
#3614;อประมาณ
หมายถึง
ความพอดีทีŭ=
6;ไม่น้อยเกิ=
604;ไปและไม่มา&=
#3585;เกินไป
โดยไม่เบียŨ=
4;เบียนตนเอง=
649;ละผู้อื่น
เช่น
การผลิตและŦ=
5;ารบริโภคที=
656;อยู่ในระดั&=
#3610;พอประมาณ
2. ความ&=
#3617;ีเหตุผล
หมายถึง
การตัดสินใŧ=
2;เกี่ยวกับร=
632;ดับของความ&=
#3614;อเพียงนั้น=
;จะต้องเป็น$=
52;ปอย่างมีเห=
3605;ุผล
โดยพิจารณาŧ=
2;ากเหตุปัจจ=
633;ยที่เกี่ยว&=
#3586;้องตลอดจนค=
;ำนึงถึงผลท$=
37;่คาดว่าจะเ=
3585;ิดขึ้นจากก=
ารกระทำนั้Ũ=
9;
ๆ
อย่างรอบคอũ=
0;
3. การม&=
#3637;ภูมิคุ้มกั=
;นที่ดีในตั$=
23;
หมายถึง
การเตรียมตū=
3;วให้พร้อมร=
633;บผลกระทบ
และการเปลีŭ=
6;ยนแปลงด้าน=
605;่าง
ๆ ที่จะเกิด#=
86;ึ้นโดยคำนึ=
3591;ถึงความเป็=
นไปได้ของสŨ=
6;านการณ์ต่า=
591;
ๆ มีการจัดเ&=
#3605;รียมแผนสำร=
;องสำหรับรอ#=
91;รับสถานการ=
3603;์ที่คาดว่า=
จะเกิดขึ้นŭ=
1;นอนาคตทั้ง=
651;กล้และไกล
เงื่อ=
นไข
การตัดสินใŧ=
2;และการดำเน=
636;นกิจกรรมต่&=
#3634;ง
ๆ
ให้อยู่ในรū=
2;ดับพอเพียง=
609;ั้น
ต้องอาศัยทū=
3;้งความรุ้
และคุณธรรมŬ=
8;ป็นพื้นฐาน
กล่าวคือ
1.
เงื่อนไขควū=
4;มรู้
ประกอบด้วย
ความรอบรู้Ŭ=
8;กี่ยวกับวิ=
594;าการต่าง
ที่เกี่ยวขŭ=
7;องอย่างรอบ=
604;้าน
ความรอบคอบŨ=
7;ี่จะนำความ=
619;ู้เหล่านั้&=
#3609;มาพิจารณาใ=
;ห้เชื่อมโย#=
91;กัน
เพื่อประกอũ=
0;การวางแผนแ=
621;ะความระมัด&=
#3619;ะวังในขั้น=
;ปฏิบัติ
2.
เงื่อนไขควū=
4;มธรรม
ที่จะต้องเŪ=
6;ริมสร้างปร=
632;กอบด้วย
มีความตระหŨ=
9;ักในคุณธรร=
617;
มีความชื่อŪ=
6;ัตย์สุจริต
และมีความอŨ=
4;ทน
มีความพากเũ=
4;ียร
ใช้สติปัญญū=
4;ในการดำเนิ=
609;ชีวิต
แนวทา=
งปฏิบัติ/ผล$=
07;ี่คาดว่าจะ=
3652;ด้รับ
จากการนำปรū=
3;ชญาของเศรษ=
600;กิจพอเพียง&=
#3617;าประยุกต์ใ=
;ช้
คือ
การพัฒนาทีŭ=
6;สมดุลและยั=
656;งยืน
พร้อมรับต่Ū=
9;การเปลี่ยน=
649;ปลงในทุกด้&=
#3634;น
ทั้งด้านเศũ=
9;ษฐกิจ
สังคมสิ่งแŪ=
3;ดล้อม
ความรู้และŬ=
8;ทคโนโลยี
นอกจา=
กนี้ก็ปรัญŧ=
4;าอีก
3
ปรัชญาที่นŭ=
6;าศึกษาคือ
อภิปรัชญา
ปรัชญาจิตนū=
6;ยม
ปรัชญาวัตถŬ=
0;นิยม
• หล=
3633;กคิดที่ใช้=
ในการวิเครū=
4;ะห์
Strategic Thinking
Strategic Thinking คŪ=
3;ามคิดในเชิ=
591;กลยุทธ์
ในวันนี้โลŦ=
5;เปลี่ยนแปล=
591;ด้วยความเร&=
#3655;วสูงจึงต้อ=
;งการพัฒนาร$=
32;บบความคิด
แบ่งเป็น 4
กลุ่ม เรียก$=
23;่า
Thinking Paradigm ซึ่ง paradigm
แปลว่ากร=
632;บวนทัศน์
กรอบ
แนวทางกรอบŭ=
1;นความคิด
วิธีคิด
Thinking Paradigm มū=
7; 4
กระบวนทัศนŮ=
0;
1. Positive Thinkin=
g กรอบความค=
3636;ดมองโลกในเ=
ชิงบวก
2. Creative Thinkin=
g ความคิดใน=
3648;ชิงสร้างสร=
รค์
Innovative Thinking
3. Strategic Thinking =
3585;รอบความคิด=
ในเชิงกลยุŨ=
7;ธ์
เป็นเนื้อหū=
4;ที่จะเน้น
ซึ่งได้ยกตū=
3;วอย่าง
คือ Context Thinking ไป=
;แล้ว
4. Ethical Thinking=
ความคิดใน=
3648;ชิงจริยธรร=
ม
นำไปสู่ good governance คือธรรมรั=
3605;น์
หรือการพัฒŨ=
9;าในเรื่องข=
629;งจริยธรรม
จรรยาบรรณใŨ=
9;การบริหารป=
619;ะเทศ
ควา=
3617;คิดในเชิงก=
ลยุทธ์
Strategic Thinking มū=
7;องค์ประกอบ
คือ
1. Context
Thinking หม$=
34;ยความว่าเว=
3621;าที่จะบริห=
ารอะไรต้องŦ=
8;ำนึงถึงสภา=
614;แวดล้อมของ&=
#3588;ู่แข่ง
ของลูกค้า
ข้อจำกัดขอŧ=
1;เวลา
เนื้อหา และ#=
85;ลุ่มเป้าหม=
3634;ยที่ฟัง
โดย focus group ใ=
ห้สอดคล้องŦ=
5;ัน
2. Forward
Thinking กาũ=
9;คิดไปข้างห=
609;้า
โลกเปลี่ยนŬ=
9;ปลงเร็วมาก
จึงต้องอ่อŨ=
9;ไหวต่อสภาพ=
649;วดล้อม
ทางกายภาพไũ=
7;่เพียงพอ
ต้องอ่อนไหŪ=
3;ต่อสภาพแวด=
621;้อมในเรื่อ&=
#3591;เงื่อนเวลา=
;ด้วย
เราไม่ได้อũ=
8;ู่ในปัจจุบ=
633;นใน
1 นาที โลกเปล=
3637;่ยนแปลงไปเ=
ร็วมาก
ถ้าอยู่ปัจŧ=
2;ุบันจะไปไม=
656;รอด
คนที่อยู่รŪ=
9;ดในโลกสหัส=
623;รรษนี้จะต้&=
#3629;งหาข้อมูลก=
;ารเปลี่ยนแ$=
11;ลง
ตั้งแต่ระยū=
2;สั้น
กลาง ยาว
ในเวลาที่ดŬ=
1;ข้อมูลในอน=
634;คตไม่จำเป็&=
#3609;ต้องละเอีย=
;ด
มององค์ประŦ=
5;อบการเปลี่=
618;นแปลงเฉพาะ&=
#3607;ี่สำคัญ
เพื่อจะได้ũ=
1;รับตัวให้ส=
629;ดคล้อง
3. Visionary
Thinking
นักคิดใ=
609;เชิงกลยุทธ&=
#3660;จะต้องเป็น=
;นักคิดแง่ว$=
36;สัยทัศน์
วิสัยทัศน์ũ=
7;ีองค์ประกอ=
610;อย่างหนึ่ง
คือ Forward Thinking ซึ=
;่ง
Forward Thinking อธิบา=
ยถึงโลกแห่ŧ=
1;การเปลี่ยน=
649;ปลงทางเศรษ&=
#3600;กิจสังคมกา=
;รเมืองด้วย#=
88;วามถี่ปัจจ=
3640;บัน
ในอนาคตนั้Ũ=
9;จะกระทบกำไ=
619;ทางบวกหรือ&=
#3607;างลบ
ทางบวกเป็น
โอกาส (O) ถŭ=
7;าทางลบเป็น=
616;ยันตราย
(T) ซึ่งเป็=
;น
Forward Thinking แต่
มองแค่นี้ไũ=
7;่ได้ต้องมอ=
591;ตัวเราด้วย
วิสัยทัศน์ 2
อย่าง คือ
รู้จักดูภาũ=
8;นอก
และต้องมีคŪ=
3;ามสามารถใน=
585;ารมองภายใน&=
#3604;้วย คนไทย=
;ส่วนใหญ่เก$=
56;ง
ความรู้ดี
มองโลกภายนŪ=
9;กเก่งมากขย=
634;ยไปภายนอก
แต่ลืมดูตนŬ=
8;อง
ว่าจะรับไดŭ=
7;หรือไม่
ลืมดูจุดอ่Ū=
9;นของตนเอง
จึงเป็นคนเŦ=
5;่งเพียงครึ=
656;งทาง
มีวิสัยทัศŨ=
9;์ลืมดูจุดแ=
586;็งของตนเอง<=
/span>
4. Matching Thinking=
นักคิดในเ=
3594;ิงกลยุทธ์จ=
ะต้องเป็นนū=
3;กคิดที่ไม่=
611;ระมาท
เก่งต้อง SWOT
ให้สอดคล=
657;องกันทั้ง
4 ตัว ให้ matching กัน
โดย matching SWOT มอ=
3591;เห็นโอกาสไ=
ม่เลือกโอกū=
4;ส
แต่ยึดเส้นŨ=
7;างโอกาสที่=
651;นกรณีที่มี&=
#3592;ุดแข็งเดิน=
;ไปได้
หลีกเลี่ยงũ=
6;ยันตราย
เรียกว่าเปŭ=
5;น
Matching Thinking มองรอ=
;บด้านเลือก$=
29;าชีพเลือกส=
3636;นค้าที่เรา=
ทำได้ดี
ต้องรู้จักŨ=
5;นเอง
รู้จักพัฒนū=
4;ความคิด
รู้ชอบอะไร
เก่งอะไร
5. Holistic
Thinking กา$=
19;พัฒนาความค=
3636;ดในเชิงองค=
์รวม
6. Systems Thinking การพัฒนาควū= 4;มคิดเชื่อง= 650;ยงทั้งระบบ<= o:p>
7. Weight
Thinking
การพัฒนาควū=
4;มคิดให้รู้=
592;ักแต่ละอย่&=
#3634;งมีน้ำหนัก=
;ไม่เท่ากัน
8. Customer
Value Thinking การ=
3614;ัฒนาความคิ=
ดยึดความต้Ū=
9;งการของลูก=
588;้า
การที่จะพัŨ=
2;นาการบริหา=
619;ประเทศ
องค์กร งาน
ต้องทำตัวเũ=
1;็นอนัตตา
ไม่ยึดตัวเŪ=
9;ง
เป็นหลัก
แต่จะต้องยū=
8;ดอัตตาของล=
641;กค้า
ต้องเข้าไปŨ=
9;ั่งอยู่ในด=
623;งใจของลูกค&=
#3657;า
ศึกษาจนกระŨ=
7;ั่งรู้จักล=
641;กค้า
พัฒนาความคū=
6;ดอย่ายึดติ=
604;ตัวเองเป็น&=
#3627;ลัก
(แต่ถ้าทำงา$=
09;ยึดเจ้านาย=
3648;ป็นหลัก)
9. Benchmark
Thinking
องค์ประ=
585;อบตัววัดปร&=
#3632;สิทธิภาพ
ประสิทธิผล
มีองค์ประกŪ=
9;บ
2 ตัว
คือตัววัด
กับระดับ เช$=
56;น
จะวัดประสิŨ=
7;ธิภาพของกา=
619;ทำงาน
มีตัววัดคืŪ=
9;ต้นทุนที่ล=
604;ลง
ต้นทุนที่ลŨ=
4;ลงมีระดับก=
634;รวัดเราต้น&=
#3607;ุนลดลง
15% คู่แข่งลด 25%
แต่ระดับ World Class=
ลดลง 40%
ไม่ใช่ตัววū=
3;ดอย่างเดีย=
623;ระดับด้วย
ไม่มีเส้นแũ=
0;่งระดับ
World Class มีตัวŪ=
3;ัดกับระดับ
Benchmark คือถ้า=
ต่ำกว่า
40 จะไม่รอด
เพราะไม่มีŦ=
5;ารแบ่งเขตร=
632;หว่าง
World Class และระŨ=
4;ับเรา
เช่นธนาคาร
ขนมคบเขี้ยŪ=
3;
พบกับระดับŭ=
0;ลก
ดังนั้นต้อŧ=
1;มีพัฒนาควา=
617;คิดในเชิง
Benchmark ตัวอย่=
างมีคน
ๆ
หนึ่งสอบไดŭ=
7; B+
ถือว่าเก=
656;งมาก
แต่เฉลี่ยคŨ=
9;ทั้งห้องได=
657;
A+ ดังนั้น=
B+
จึงเป็นท=
637;่รั้งท้าย
ดังนั้นการũ=
4;ัฒนาไม่ใช่=
614;ัฒนาศักยภา&=
#3614;ว่าดีหรือไ=
;ม่ดี
จะต้องมีตัŪ=
3;เลขของคู่แ=
586;่งที่วัดได&=
#3657;มีค่าเฉลี่=
;ยแข่งกับเข$=
34;ได้ต้องสูง=
3585;ว่าเขา
ต้องรู้เขาũ=
9;ู้เรา
ต้องเอา World Class เข้ามาเปร=
3637;ยบเทียบ
10. Dynamic
Thinking
ความคิดในเŧ=
4;ิงพลวัต
แข่งขันในรū=
2;ดับ
World Class ถ้า=
652;ม่มีคู่แข่&=
#3591;
ต้องแข่งกัũ=
0;ตัวเอง
11. Time
Value Thinking
เวลาคุณค่า
คุณภาพปริมū=
4;ณ
12. Key
Success Factor อะŭ=
2;รคือองค์ปร=
632;กอบแห่งควา&=
#3617;สำเร็จ
คือ
ตัวอย่างสาũ=
7;ี
ภรรยาอยู่ดŭ=
7;วยกันการปฏ=
636;สัมพันธ์ทา&=
#3591;ใจ
คุยกัน 2
ชั่วโมง
มีการเปลี่ũ=
8;นกิจกรรม
สถานที่
สามีรู้จักũ=
6;รรยาคือลูก=
588;้าอยากให้ภ&=
#3619;รยามีความส=
;ุขปฏิสัมพั$=
09;ธ์ทางใจ
พาไปกินข้าŪ=
3;นอกบ้านบ้า=
591;
พาไปกินข้าŪ=
3;นอกบ้านวัน=
607;ี่สำคัญ
วันเกิด
วันวาเลนไทŨ=
9;์
วันแต่งงาน
ดีกว่าอยู่ũ=
0;้าน
24
ชั่วโมงคุยŦ=
5;ัน
แต่ถ้าอีกคŬ=
1;่
พาไปบ่อยแตŭ=
6;ไม่ได้ไปใน
3 วันนี้
ไม่รู้จักลŬ=
1;กค้า
จึงมีอิมแพŦ=
8;น้อย
ไม่ดูน้ำหนū=
3;กดังนั้น
2
ชั่วโมงแต่ũ=
7;ีองค์ประกอ=
610;การแยกแยะเ&=
#3623;ลาคุณภาพกั=
;บเวลาจำนวน
2
ชั่วโมงมีคŬ=
0;ณภาพ
มีน้ำหนักแŪ=
1;ะมีผลต่อลู=
585;ค้ามากกว่า
24 ชั่วโมง นี่&=
#3648;ป็นตัวอย่า=
;งของความคิ$=
04;เชิงกลยุทธ=
3660;
ที่มองอะไรŬ=
8;ป็นองค์รวม
มีระบบ
มองอะไรมีนŭ=
7;ำหนัก
มีเอาลูกค้ū=
4;เป็นตัวตั้=
591;
โดยเข้าใจบũ=
9;ิบทของการเ=
611;ลี่ยนแปลง
บริบทของสภū=
4;พแวดล้อม
บริบทของตนŬ=
8;อง
รู้จุดอ่อนŧ=
2;ุดแข็งของต=
633;วเอง
และจะต้องเŪ=
9;าสิ่งต่าง
ๆ เหล่านี้
มาทำให้เกิŨ=
4; Bench
mark เพื่อจะũ=
4;ัฒนาให้ถึง=
592;ุดตรงนั้น
และ Benchmark ยัง=
;ไม่พอ
ต่อให้ World Class Benchmark
• คว=
3634;มรู้ทั่วไป=
เกี่ยวองค์Ŧ=
5;าร
และการจัดกū=
4;รMBA
Master of Business Administration เป็นหลักส=
3641;ตรการศึกษา=
ที่เกี่ยวกū=
3;บภาคธุรกิจ=
651;นด้านการจั&=
#3604;การสำหรับอ=
;งค์กรที่เก$=
37;่ยวข้องกับ=
3629;งค์กรในทุก=
ด้านเช่น
การเงิน
การจัดการ
การผลิต
การตลาด การ#=
92;ัดการทรัพย=
3634;กรมนุษย์
เทคโนโลยีสū=
4;รสนเทศ
เป็นต้น
โดยหลักสูŨ=
5;รการศึกษาม=
637;สาระความรู&=
#3657;ที่ประกอบไ=
;ปด้วย
ความร=
ู้คู่คุณธรũ=
9;ม
(Knowledge and Morality)
การบั=
ญชีการเงิน
(Financial Accounting)
เศรษฐ=
ศาสตร์ธุรกū=
6;จ
(Business Economics)
การจั=
ดการและพฤตū=
6;กรรมองค์กา=
619;
(Management and Organizational Behavior)
การจั=
ดการการเงิŨ=
9;
(Financial Management)
การจั=
ดการการตลาŨ=
4;
(Marketing Management)
การบั=
ญชีสำหรับผŬ=
1;้บริหาร
(Accounting for Executives)
การจั=
ดการการดำเŨ=
9;ินงาน
(Operations Management)
วิธีก=
ารวิจัยทางŨ=
8;ุรกิจ
(Business Research Methodology)
การจั=
ดการเชิงกลũ=
8;ุทธ์
(Strategic Management)
การจั=
ดการทรัพยาŦ=
5;รมนุษย์
(Human Resource Management)
การจั=
ดการระหว่าŧ=
1;ประเทศ
(International Management)
การจั=
ดการความคิŨ=
4;สร้างสรรค์=
649;ละนวัตกรรม
(Creativity and Innovation Management)
องค์ค=
วามรู้ของหŪ=
1;ักสูตร
Master of Business Administration =
3592;ะถูกนำมาใช=
้ในการตั้งŬ=
9;ต่ขั้นตอนก=
634;รเก็บรวบรว&=
#3617;ข้อมูลของอ=
;งค์กรของลู#=
85;ค้า
การวิเคราะŪ=
7;์ปัญหา
การสรุปหาแŨ=
9;วทางแก้ไขห=
619;ือการกำหนด&=
#3649;ผนทั้งระยะ=
;สั้น
ระยะกลาง
ระยะยาว
ที่สอดคล้อŧ=
1;กับปัยจัยต=
656;างๆที่นำไป&=
#3626;ู่การแก้ไข=
;ปัญหาหรือก$=
34;รพัฒนาเพิ่=
3617;ขีดความสาม=
ารถในการแขŭ=
6;งขันขององค=
660;กร รวมท=
ั้งการติดตū=
4;มการปฏิบัต=
636;การตามแผน
(Implement) และตรŪ=
3;จสอบ
ประเมินผลแŪ=
1;ะนำข้อมูลย=
657;อนกลับไปสู&=
#3656;การพัฒนาปร=
;ับปรุงแผน
• คว=
3634;มรู้เชิงลึ=
กที่เกี่ยวŦ=
5;ับวิชาชีพ
อุตสาหกรรม
และปัญหาทีŭ=
6;ทำการศึกษา
หาคำตอบ
องค์ป=
ระกอบสำคัญŨ=
7;างด้านวิชา=
594;ีพเป็นปัญห&=
#3634;เชิงประสบก=
;ารณ์
ความชำนาญเŧ=
3;พาะ
ปัญหาทางเทŦ=
8;นิค
เทคโนโลยี
ฯลฯ
ที่เป็นพื้Ũ=
9;ฐานที่ใช้ต=
633;้งแต่ขั้นต&=
#3629;นการเก็บรว=
;บรวมข้อมูล
วิเคราะห์
ตัดสินใจ
วางแผน ในกา$=
19;ให้คำปรึกษ=
3634;แก่ลูกค้า
ในปัจจุบัŨ=
9;ข้อมูลสมาร=
606;หาได้จาก
ชมรม สมาคม
• อื=
3656;นๆ
หรือการกำหŨ=
9;ดแผน
2. Critical Thinking =
585;ารคิดเชิงว&=
#3636;พากษ์
• การค=
ิดเชิงวิจาũ=
9;ณญาณ
กระบวนการคū=
6;ดเชิงวิพาก=
625;์หรือการคิ&=
#3604;เชิงวิจารณ=
;ญาณจเปรียบ$=
48;สมือนเรื่อ=
3591;มือ
(Tool) ที่สำค=
633;ญที่สุดเพื&=
#3656;อนำเอาพื้น=
;ฐานความรู้
(Knowledge Base) การเป=
็นผู้เชี่ยŪ=
3;ชาญ
(Expert Person) มาประ&=
#3626;มประสานเพื=
;่อใช้ตั้งแ$=
05;่ในขั้นตอน=
3586;องการรับฟั=
งปัญหา
การจัดเก็บŦ=
6;้อมูล
รวบรวมปัญหū=
4;
วิเคราะห์
สรุปหาสาเหŨ=
5;ุ
กำหนดแผนในŦ=
5;ารแก้ไขปัญ=
627;า
การตรวจสอบŬ=
9;ผนและการปร=
632;เมินผลของก&=
#3634;รปฏิบัติงา=
;น

Picture
01
นิยาม=
ของการคิดเŧ=
4;ิงวิจารณญา=
603;
มีการนิยามŦ=
8;วามหมายไว้=
627;ลายความคิด&=
#3648;ห็น
•
การคิดเชิงŪ=
3;ิจารณญาณคื=
629;เครื่องมือ&=
#3607;ี่จำเป็นยิ=
;่งยวดเพื่อ#=
85;ารตัดสินหร=
3639;อลงความเห็=
นด้ววิธีสืũ=
0;เสาะ
กำหมดเป้าหũ=
7;ายที่ถูกต้=
629;งชัดเจนและ&=
#3585;ารบังคับตน=
;เองไม่ให้ถ$=
41;กชักจูง
เพื่อให้ไดŭ=
7;มาซึ่งการแ=
611;ลความหมาย
การวิเคราะŪ=
7;์
การประเมินŬ=
9;ละการลงควา=
617;เห็นตลอดจน&=
#3585;ารอธิบายพย=
;านหลักฐานห$=
19;ือสิ่งอ้าง=
3629;ิง
แนวคิด
วิธีการ
การกำหนดกฎŬ=
8;กณฑ์หรือบร=
636;บทของข้อพิ&=
#3592;ารณาที่เป็=
;นที่มาของข$=
57;อสรุป
ความเห็น
หรือข้อตัดŪ=
6;ิน
•
การคิดเชิงŪ=
3;ิจารณญาณคื=
629;การสะท้อนค&=
#3623;ามคิดที่มี=
;เหตุผลโดยก$=
34;รพุ่งประเด=
3655;นไปเน้นที่=
การตัดสินใŧ=
2;ที่จะเชื่อ=
627;รือตัดสินใ&=
#3592;ที่จะกระทำ=
;ในสิ่งใดสิ$=
56;งหนึ่ง
กล่าวให้ชัŨ=
4;ก็คือการปร=
632;เมินในความ&=
#3592;ริง
ความแม่นยำ
และ/หรือคุณ#=
88;่าของความร=
3641;้หรือข้อถก=
เถียงที่ไดŭ=
7;รับ
ในการนี้ต้Ū=
9;งการการวิเ=
588;ราะห์ความร&=
#3641;้หรือความเ=
;ชื่อที่ได้$=
19;ับรู้มาอย่=
3634;งระมัดระวั=
ง
ตรงจุด
เกาะติดและŬ=
8;ป็นรูปธรรม=
607;ี่มีเหตุผล
เพื่อให้สาũ=
7;ารถตัดสินไ=
604;้ว่าสิ่งนั&=
#3657;นๆ
จริงหรือมีŦ=
8;ุณค่าจริงห=
619;ือไม่
•
การคิดเชิงŪ=
3;ิจารณญาณคื=
629;กระบวนการป&=
#3619;ะเมินข้อเส=
;นอหรือสมมุ$=
05;ิฐานที่ได้=
3619;ับแล้วทำกา=
รไตร่ตรองตū=
3;ดสินบนพื้น=
600;านแห่งพยาน&=
#3627;ลักฐานที่น=
;ำมาสนับสนุ$=
09;
ตัวอย=
่าง:
พิจารณาตาม 5
ขั้นตอนของŦ=
5;ารคิดเชิงว=
636;จารณญาณ
1.
เรากำลังถูŦ=
5;บอกให้เชื่=
629;หรือยอมรับ&=
#3629;ะไร?
สมมุติฐานใŨ=
9;เรื่องนี้ค=
639;ออะไร?
2.
มีพยานหลักŨ=
0;านใดที่ใช้=
626;นับสนุนในเ&=
#3619;ื่องนี้?
และหลักฐานŨ=
9;ี้เชื่อถือ=
652;ด้และหนักแ&=
#3609;่นแล้วหรือ=
;?
3.
มีทางเลือกŪ=
9;ื่นใดอีกหร=
639;อไม่สำหรับ&=
#3651;ช้ในการตีค=
;วามพยานหลั#=
85;ฐานนี้
4.
มีหลักฐานเũ=
4;ิ่มเติมอื่=
609;ใดอีกหรือไ&=
#3617;่ที่จะนำมา=
;ช่วยประเมิ$=
09;ทางเลือกเห=
3621;่านั้น
5.
ข้อสรุปใดทū=
7;่มีเหตุผลม=
634;กที่สุดตาม&=
#3614;ยานหลักฐาน=
;และคำอธิบา$=
18;ของทางเลือ=
3585;
•
การคิดเชิงŪ=
3;ิจารณญาณคื=
629;กระบวนการท&=
#3637;่มีระบบการ=
;ใช้ปัญญาเพ$=
39;่อการวางแน=
3623;ความคิด
การประยุกตŮ=
0;
การวิเคราะŪ=
7;์
การสังเคราū=
2;ห์และ/หรือป=
3619;ะเมินข้อมู=
ลด้วยทักษะŨ=
7;ี่กระตือรื=
629;ล้นด้วยการ&=
#3626;ังเกต
การเข้าไปมū=
7;ประสบการณ์
การสะท้อนกŪ=
1;ับ
การให้เหตุũ=
2;ลและ/หรือด้=
3623;ยการสื่อ
เพื่อใช้เปŭ=
5;นแนวทางไปส=
641;่ความเชื่อ&=
#3627;รือการปฏิบ=
;ัติ

Picture
02
วิธ=
3637;การเก็บรวบ=
รวมข้อมูล
วิ=
;ธีการเก็บร$=
23;บรวมข้อมูล
อาจแบ่งเป็Ũ=
9;วิธีการใหญ=
656;ๆ
ได้ 3 วิธี คือ<=
/span>
1.
การสังเกตกū=
4;รณ์
(Observation)
ทั้งการส=
633;งเกตการณ์แ&=
#3610;บมีส่วนร่ว=
;ม
(Participant Observation) และŦ=
5;ารสังเกตกา=
619;ณ์แบบไม่มี&=
#3626;่วนร่วม
(Non-participant Observation) หรื&=
#3629;อาจจะแบ่งเ=
;ป็น
การสังเกตกū=
4;รณ์แบบมีโค=
619;งสร้าง
(Structured Observation) และก=
;ารสังเกตกา$=
19;ณ์แบบไม่มี=
3650;ครงสร้าง
(Unstructured Observation)
2. การ=
สัมภาษณ์
(Interview) นิ$=
18;มมากในทางส=
3633;งคมศาสตร์
โดยเฉพาะกาũ=
9;สัมภาษณ์โด=
618;ใช้แบบสอบถ&=
#3634;ม
(Questionnaire) การสั&=
#3617;ภาษณ์แบบเจ=
;าะลึก
(In-depth Interview) หรือ=
629;าจจะจำแนกเ&=
#3611;็นการสัมภา=
;ษณ์เป็นราย$=
10;ุคคล
และการสัมภū=
4;ษณ์เป็นกลุ=
656;ม
เช่น
เทคนิคการสŨ=
9;ทนากลุ่ม
(Focus Group Discussion) ซึ่ง=
;นิยมใช้กัน$=
17;าก
3.
การรวบรวมขŭ=
7;อมูลจากเอก=
626;าร
เช่น หนังสื$=
29;
รายงานวิจัũ=
8;
วิทยานิพนธŮ=
0;
บทความ
สิ่งพิมพ์ตŭ=
6;างๆ
เป็นต้น
ขั้นต=
อนการเก็บรŪ=
3;บรวมข้อมูล
1.
กำหนดข้อมูŪ=
1;และตัวชี้ว=
633;ด
2.
กำหนดแหล่งŦ=
6;้อมูล
3.
เลือกกลุ่มŨ=
5;ัวอย่าง
4.
เลือกวิธีกū=
4;รเก็บรวบรว=
617;ข้อมูล
5.
นำเครื่องมū=
9;อรวบรวมข้อ=
617;ูลไปทดลองใ&=
#3594;้
6.
ลงมือเก็บรŪ=
3;บรวมข้อมูล
ประ=
3648;ภทของเครื่=
องมือรวบรวũ=
7;ข้อมูล
ตัวอย=
่างเช่น
แบบทดสอบ
แบบสอบถาม
แบบสัมภาษณŮ=
0;
แบบประเมินŦ=
8;่าและมาตรว=
633;ดเจตคติ
และแบบวัดอū=
9;่นๆ
ข้อ=
3617;ูล คือ ข้อเท็จ#=
92;ริงของสิ่ง=
3607;ี่เราสนใจ
ข้อเท็จจริŧ=
1;ที่เป็นตัว=
648;ลข
ข้อความ
หรือรายละเŪ=
9;ียดซึ่งอาจ=
629;ยู่ในรูปแบ&=
#3610;ต่าง
ๆ เช่น ภาพ
เสียง
วีดิโอไม่วŭ=
6;าจะเป็นคน
สัตว์
สิ่งของ
หรือเหตุกาũ=
9;ณ์ที่เกี่ย=
623;ข้องกับสิ่&=
#3591;ต่าง
ๆ
ข้อมูลเป็Ũ=
9;เรื่องเกี่=
618;วกับเหตุกา&=
#3619;ณ์ที่เกิดข=
;ึ้นอย่างต่$=
29;เนื่อง
และต้องถูŦ=
5;ต้องแม่นยำ
ข้อ=
3617;ูลสถิติ
หมายถึงข้อũ=
7;ูลที่เป็นต=
633;วเลขหรือไม&=
#3656;เป็นตัวเลข=
;เช่นเดียวก$=
33;บ
ข้อมูล
แต่ข้อมูลสŨ=
6;ิติจะมีจำน=
623;นมากกว่า
และสามารถนū=
5;มาเปรียบเท=
637;ยบกันได้
และจะแสดงขŭ=
7;อเท็จจริงท=
637;่เป็นตัวเล&=
#3586;หรือไม่เป็=
;นตัวเลขก็ไ$=
04;้
แบบเดียวกัũ=
0;ข้อมูล
แต่ต้องมีจū=
5;นวนมาก
เพื่อแสดงลū=
3;กษณะของกลุ=
656;ม
ข้อมู=
ล
หมายถึงข้อŬ=
8;ท็จจริงเกี=
656;ยวกับสิ่งต&=
#3656;างๆ
ที่เราสนใจŪ=
4;ึกษา
จำแนกได้ดัŧ=
1;นี้
1.
ข้อมูลเชิงũ=
1;ริมาณ
คือ
ข้อมูลที่เũ=
1;็นตัวเลขที=
656;ใช้แสดงปริ&=
#3617;าณของสิ่งต=
;่างๆ
2.
ข้อมูลเชิงŦ=
8;ุณภาพ
คือ
ข้อมูลที่ใŧ=
4;้อธิบายลัก=
625;ณะ
สมบัติหรือŪ=
6;ถานการณ์ขอ=
591;สิ่งต่างๆ
ประ=
3648;ภทของข้อมู=
ล
ข้อ=
3617;ูลปฐมภูมิ=
คือข้อมูลŨ=
7;ี่เก็บจากแ=
627;ล่งโดยตรง
ทำได้โดยกาũ=
9;สัมภาษณ์
การนับ
มีวิธีเก็บŭ=
2;ด้
2 วิธี
1.
จากสำมะโน
คือการเก็บŦ=
6;้อมูลจากทุ=
585;หน่วยงานด้&=
#3623;ยการสัมภาษ=
;ณ์
การนับ
ซึ่งไม่ค่อũ=
8;นิยม
เพราะใช้เวŪ=
1;าและค่าใช้=
592;่ายสูง
เช่น
การเก็บสถิŨ=
5;ิผู้ใช้รถโ=
604;ยสารประจำท&=
#3634;ง
2.
จากการสำรวŧ=
2;กลุ่มตัวอย=
656;างโดยเลือก&=
#3605;ัวแทนกลุ่ม=
;ที่เหมาะสม
ที่มีลักษณū=
2;ใกล้เคียงก=
633;บที่ต้องกา&=
#3619;ศึกษา
เช่น สำรวจค$=
23;ามนิยมของว=
3633;ยรุ่นเกี่ย=
วกับการใช้ŭ=
0;ทรศัพท์มือ=
606;ือ
กลุ่มตัวอยŭ=
6;างที่จะศึก=
625;าก็ต้องเป็&=
#3609;พวกวัยรุ่น
ข้อ=
3617;ูลทุติยภูม=
ิ เป็นข้อมู=
ลที่ผู้แต่ŧ=
1;เก็บรวบรวม=
652;ว้แล้ว
ซึ่งอาจเก็ũ=
0;ไว้ใช้ในกา=
619;บริหารหน่ว&=
#3618;งานนั้นๆ
สามารถนำมาŭ=
1;ช้ได้เลย
ไม่ต้องเสีũ=
8;ค่าใช้จ่าย
แต่ต้องศึกŪ=
5;าว่า
ข้อมูลนั้นŬ=
8;ก็บรวบรวมม=
634;เหมาะสมหรื&=
#3629;ไม่
ข้อ=
3617;ูล คือ ข้อเท็จ#=
92;ริงของสิ่ง=
3607;ี่เราสนใจ
ข้อเท็จจริŧ=
1;ที่เป็นตัว=
648;ลข
ข้อความ
หรือรายละเŪ=
9;ียดซึ่งอาจ=
629;ยู่ในรูปแบ&=
#3610;ต่าง
ๆ เช่น ภาพ
เสียง
วีดิโอไม่วŭ=
6;าจะเป็นคน
สัตว์
สิ่งของ
หรือเหตุกาũ=
9;ณ์ที่เกี่ย=
623;ข้องกับสิ่&=
#3591;ต่าง
ๆ
ข้อมูลเป็Ũ=
9;เรื่องเกี่=
618;วกับเหตุกา&=
#3619;ณ์ที่เกิดข=
;ึ้นอย่างต่$=
29;เนื่อง
และต้องถูŦ=
5;ต้องแม่นยำ
ข้อ=
3617;ูลสถิติ
หมายถึงข้อũ=
7;ูลที่เป็นต=
633;วเลขหรือไม&=
#3656;เป็นตัวเลข=
;เช่นเดียวก$=
33;บ
ข้อมูล
แต่ข้อมูลสŨ=
6;ิติจะมีจำน=
623;นมากกว่า
และสามารถนū=
5;มาเปรียบเท=
637;ยบกันได้
และจะแสดงขŭ=
7;อเท็จจริงท=
637;่เป็นตัวเล&=
#3586;หรือไม่เป็=
;นตัวเลขก็ไ$=
04;้
แบบเดียวกัũ=
0;ข้อมูล
แต่ต้องมีจū=
5;นวนมาก
เพื่อแสดงลū=
3;กษณะของกลุ=
656;ม
ข้อมู=
ล
หมายถึงข้อŬ=
8;ท็จจริงเกี=
656;ยวกับสิ่งต&=
#3656;างๆ
ที่เราสนใจŪ=
4;ึกษา
จำแนกได้ดัŧ=
1;นี้
1.
ข้อมูลเชิงũ=
1;ริมาณ
คือ
ข้อมูลที่เũ=
1;็นตัวเลขที=
656;ใช้แสดงปริ&=
#3617;าณของสิ่งต=
;่างๆ
2.
ข้อมูลเชิงŦ=
8;ุณภาพ
คือ
ข้อมูลที่ใŧ=
4;้อธิบายลัก=
625;ณะ
สมบัติหรือŪ=
6;ถานการณ์ขอ=
591;สิ่งต่างๆ<=
span
style=3D'mso-bidi-font-size:11.0pt;line-height:115%;font-family:"Tahoma","s=
ans-serif"'>
ประเภ=
ทของข้อมูลŪ=
6;ถิติ
แบ่งได้ 2
ลักษณะดังนū=
7;้
ข้อมู=
ลเชิงคุณภาũ=
4;
(Qualitative data)
หมายถึงข=
657;อมูลที่แสด&=
#3591;ถึงสถานภาพ
คุณลักษณะ
หรือคุณสมบū=
3;ติ
เช่น เพศ
เชื้อชาติ
สถานภาพสมรŪ=
6;
ศาสนา
กลุ่มเลือด
เป็นต้น
ข้อ=
3617;ูลเชิงปริม=
าณ
(Quantitative data)
หมายถึงข=
657;อมูลที่อยู&=
#3656;ในรูปตัวเล=
;ข
(numerical data) ที่แส=
ดงถึงปริมาŨ=
3;
อาจเป็นค่าŨ=
7;ี่ไม่ต่อเน=
639;่อง
(discrete) คือค่า=
;ที่เป็นจำน$=
23;นเต็มหรือจ=
3635;นวนนับ
เช่น จำนวน
รถยนต์ในกรŬ=
0;งเทพมหานคร
คุณ=
3626;มบัติของข้=
อมูลที่ดี
1.
ความถูกต้อŧ=
1;แม่นยำ
(Accuracy) ข้อมูลที่ด$=
37;ควรจะมีควา=
3617;ถูกต้องแม่=
นยำสูง
หรือถ้ามีคŪ=
3;ามคลาดเคลื=
656;อน
(errors) ปนอยู่&=
#3610;้าง
ก็ควรที่จะŪ=
6;ามารถควบคุ=
617;ขนาดของควา&=
#3617;คลาดเคลื่อ=
;นที่ปนมาให$=
57;มีความคลาด=
3648;คลื่อน
น้อยที่สุด
2.
ความทันเวลū=
4; (Timeliness)
เป็นข้อม=
641;ลที่ทันสมั&=
#3618;
(up to date) และทั$=
09;ต่อความต้อ=
3591;การของผู้ใ=
ช้
ถ้าผลิตข้อũ=
7;ูลออกมาช้า
ก็ไม่มีคุณŦ=
8;่าถึงแม้จะ=
648;ป็นข้อมูลท&=
#3637;่ถูกต้องแม=
;่นยำก็ตาม
3.
ความสมบูรณŮ=
0;ครบถ้วน
(Completeness)
ข้อมูลที=
656;เก็บรวบรวม&=
#3617;าต้องเป็นข=
;้อมูลที่ให$=
57;ข้อเท็จจริ=
3591;
(facts) หรือข่=
3634;วสาร
(information) ที่คร=
610;ถ้วนทุกด้า&=
#3609;ทุกประการ
มิใช่ขาดส่Ū=
3;นหนึ่งส่วน=
651;ดไปทำให้
นำไปใ=
ช้การไม่ไดŭ=
7;
4.
ความกะทัดรū=
3;ด
(Conciseness)
ข้อมูลที=
656;ได้รับส่วน&=
#3651;หญ่จะกระจั=
;ดกระจาย
ควรจัดข้อมŬ=
1;ลให้อยู่ใน
รูปแบบที่กũ=
9;ะทัดรัดไม่=
648;ยิ่นเย้อ
สะดวกต่อกาũ=
9;ใช้และค้นห=
634;
ผู้ใช้มีควū=
4;มเข้าใจได้=
607;ันที
5.
ความตรงกับŦ=
8;วามต้องการ=
586;องผู้ใช้
(Relevance) ข้อมูลที่จ$=
33;ดทำขึ้นมาค=
3623;รเป็นข้อมู=
ลที่ผู้ใช้
ข้อมูลต้องŦ=
5;ารใช้
และจำเป็นตŭ=
7;องรู้
/ ทราบ
หรือเป็นปรū=
2;โยชน์ต่อกา=
619;จัดทำแผน
กำหนดนโยบาũ=
8;หรือตัดสิน=
611;ัญหาในเรื่&=
#3629;งนั้นๆ
ไม่ใช่เป็นŦ=
6;้อมูลที่จั=
604;ทำขึ้นมาอย&=
#3656;างมากมาย
แต่ไม่มีใคũ=
9;ต้องการใช้=
627;รือไม่ตรงก&=
#3633;บความต้องก=
;ารของผู้ใช$=
57;ข้อมูล
6.
ความต่อเนืŭ=
6;อง
(Continuity)
การเก็บร=
623;บรวมข้อมูล
ควรอย่างยิŭ=
6;งที่จะต้อง=
604;ำเนินการอย&=
#3656;างสม่ำเสมอ=
;และต่อเนื่$=
29;งในลักษณะข=
3629;งอนุกรมเวล=
า
(time-series) เพื่อ=
592;ะได้นำไปใช&=
#3657;ประโยชน์ใน=
;ด้านการวิเ#=
88;ราะห์วิจัย=
3627;รือหาแนวโน=
้มในอนาคต
ระบ=
3610;ผู้เชี่ยวช=
าญ
[Expert Systems (ES)]
หมายถึง
โปรแกรมคอมũ=
4;ิวเตอร์ที่=
649;สดงความสาม&=
#3634;รถได้เหมือ=
;นกับผู้เชี$=
56;ยวชาญในสาข=
3634;ต่าง
ๆ
หรือในงานเŧ=
3;พาะอย่าง
(ทักษิณา สวน=
634;นนท์.2539:99)
หรือหมายถึŧ=
1;ระบบโปรแกร=
617;ใช้งาน
(Software systems) ซึ่งũ=
7;ีลักษณะที่=
588;ล้ายคลึงกั&=
#3609;ในเรื่องขอ=
;งกระบวนการ$=
51;นการใช้เหต=
3640;ผล
(Reasoning process) และใ$=
27;้ข้อมูลเกี=
3656;ยวกับคำแนะ=
นำแกผู้ที่Ũ=
5;้องตัดสินใ=
592;
ซึ่งพบในผูŭ=
7;เชี่ยวชาญท=
637;่เป็นมนุษย&=
#3660;
เช่น
ผู้บริหารกŪ=
1;ุ่มธุรกิจม=
637;ความรู้สึก&=
#3629;ย่างไร
ระหว่างควาũ=
7;เสี่ยงกับอ=
633;ตราการเจริ&=
#3597;เติบโตของก=
;ารลงทุนในโ#=
88;รงการต่าง
ๆ
และถ้าลงทุŨ=
9;แล้วจะได้ผ=
621;ตอบแทนอย่า&=
#3591;ไร
เป็นต้น และ$=
27;ลังจากที่ไ=
3604;้รับคำตอบจ=
ากลูกค้าแลŭ=
7;ว
ระบบผู้เชีŭ=
6;ยวชาญก็จะถ=
634;มต่อไปจนกว&=
#3656;าจะมีการแน=
;ะนำแฟ้มเอก$=
26;าร
หลังจากนั้Ũ=
9;ระบบก็จะดึ=
591;ฐานข้อมูลท&=
#3637;่เกี่ยวข้อ=
;งและเป็นปร$=
32;โยชน์สำหรั=
3610;ผู้ใช้มาใช=
้
(User) เช่น
รายละเอียดŨ=
5;ัวหุ้น
ประวัติต่าŧ=
1;
ๆ รายงานการ$=
23;ิจัย
และการพยากũ=
9;ณ์ทางด้านเ=
624;รษฐกิจ
ควา=
3617;ต้องการของ=
ระบบผู้เชีŭ=
6;ยวชาญ
ความต=
้องการของรū=
2;บบผู้เชี่ย=
623;ชาญ
(The need for expert systems) ร=
ะบบผู้เชี่ũ=
8;วชาญ
(Expert system) เป็นร&=
#3632;บบโปรแกรมใ=
;ช้งาน
(Software systems) ซึ่งũ=
7;ีลักษณะที่=
588;ล้ายคลึงกั&=
#3609;ในเรื่องขอ=
;งกระบวนการ$=
51;นการให้เหต=
3640;ผล
(Reasoning process) และใ$=
27;้ข้อมูลเกี=
3656;ยวกับคำแนะ=
นำแก่ผู้ทีŭ=
6;ต้องตัดสิน=
651;จ
แรงงานที่ไŨ=
4;้จากผู้เชี=
656;ยวชาญเป็นส&=
#3636;่งหาได้ยาก=
;และมีราคาส$=
41;ง
หลายบริษัทŦ=
6;าดพนักงานท=
637;่มีความรู้&=
#3651;นตำแหน่งที=
;่สำคัญหลาย$=
05;ำแหน่ง
ความสามารถŦ=
6;องพวกเขาก็=
617;ีข้อจำกัดอ&=
#3618;ู่ในระดับห=
;นึ่ง
ข้อจำกัดนีŭ=
7;ได้แก่
เรื่องความŪ=
6;ามารถในการ=
611;ระมวลผล
และคุณภาพขŪ=
9;งการตัดสิน=
651;จในเรื่องต&=
#3656;าง
ๆ ที่เกิดขึ$=
57;นเพราะการเ=
3611;ลี่ยนแปลงข=
องธุรกิจอยŭ=
6;างรวดเร็ว
ระบบผู้เชีŭ=
6;ยวชาญ
สามารถช่วยŭ=
1;นเรื่องต่อ=
652;ปนี้
-ช่วยใ=
;นเรื่องกลย$=
40;ทธ์การประม=
3641;ลโครงการต่=
าง
ๆ (Bidding strategies)
-ช่ว=
3618;ให้พนักงาน=
สถาบันการเŧ=
1;ินต่าง
ๆ สามารถตอบ#=
88;ำถามของลูก=
3588;้าที่อยากร=
ู้ในเรื่องŨ=
5;่าง
ๆ
-ช่วยบ=
;ริษัทในการ$=
05;อบสนองความ=
3605;้องการของล=
ูกค้า
ในเรื่องรูũ=
1;ลักษณ์เฉพา=
632;อย่างของผล&=
#3636;ตภัณฑ์
(Specification) ที่=
มีการเปลี่ũ=
8;นแปลงอยู่ต=
621;อดเวลาตามค&=
#3623;ามต้องการข=
;องลูกค้า
ส่=
;วนประกอบขอ#=
91;ระบบผู้เชี=
3656;ยวชาญ
(Components of an Expert System)
ส่วนป=
ระกอบของระũ=
0;บผู้เชี่ยว=
594;าญ
(Components of an Expert System) $=
27;มายถึง
ความรู้ด้าŨ=
9;ต่าง
ๆ โดยใช้ (1)
ใช้กฎเป็นพū=
9;้นฐาน
(Rule-based systems) (2) ระบบ=
;ที่มีขอบเข$=
05;เป็นพื้นฐา=
3609;
(Frame-based systems) (3) การŨ=
7;ำนายเป็นพื=
657;นฐาน
(Predicted-base) โดยทั=
่วไปแล้วระũ=
0;บที่ใช้กฎเ=
611;็นพื้นฐานจ&=
#3632;เป็นที่นิย=
;มใช้กันเป็$=
09;ส่วนมาก
รูปที่ 11.5
แสดงส่วนปรū=
2;กอบสำคัญขอ=
591;ระบบผู้เชี&=
#3656;ยวชาญ
ส่ว=
3609;ที่หนึ่ง
การพัฒนารū=
2;บบผู้เชี่ย=
623;ชาญ
(Expert system development)
ส่ว=
3609;ที่สอง
ระบบผู้เชū=
7;่ยวชาญการป=
599;ิบัติการ
(Operational expert system)
1. ฐาน=
ความรู้
(Knowledge base) เป=
3655;นศูนย์กลาง=
ของทุกระบบũ=
2;ู้เชี่ยวชา=
597;ที่ใช้กฎเป&=
#3655;นพื้นฐานปร=
;ะกอบด้วย
ฐานความรู้
ซึ่งประกอบŨ=
4;้วยข้อเท็จ=
592;ริง
(Facts)
ในเรื่อ=
591;ที่ผู้เชี่&=
#3618;วชาญให้ควา=
;มสนใจและกฎ$=
05;่าง
ๆ ที่ระบบผู$=
57;เชี่ยวชาญ
ใช้ในการตัŨ=
4;สินใจซึ่งเ=
585;ี่ยวกับข้อ&=
#3648;ท็จจริงดัง=
;กล่าว
หรือหมายถึŧ=
1;
ธนาคารข้อมŬ=
1;ลหรือคลังข=
657;อมูล
โดยพื้นฐานŬ=
9;ล้วจะประกอ=
610;ด้วย
ข้อเท็จจริŧ=
1;
และกฎต่าง ๆ
ระบบผ=
ู้เชี่ยวชาŧ=
7;ประกอบด้วย=
626;ามส่วนคือ
ตัวประสานกū=
3;บผู้ใช้
(User interface) ฐาน=
;ความรู้
(Knowledge based) และส่=
;วนอนุมาน
โดยส่วนอนุũ=
7;านจะเป็นส่=
623;นที่ทำหน้า&=
#3607;ี่คำนวณหาผ=
;ลลัพธ์จากข$=
57;อเท็จจริงแ=
3621;ะข้อสนเทศท=
ี่ได้เก็บเŪ=
9;าไว้แล้วโด=
618;ผู้ใช้
จะเป็นผู้จū=
3;ดหาข้อสนเท=
624;นั้นให้อีก&=
#3594;ั้นหนึ่ง
(ทักษิณา
สวนานนท์.2539:151)
2.
ข้อเท็จจริŧ=
1; (Facts)
เช่น
ชื่อลูกค้า
เลขประจำตัŪ=
3;ของลูกค้า
รวมถึงยอดคŭ=
7;างชำระ
ข้อจำกัดขอŧ=
1;วงเงินสินเ=
594;ื่อ
และยอดชำระŭ=
1;นการซื้อสิ=
609;ค้า
เป็นต้น
สิ่งท=
ี่พบในเรื่Ū=
9;งฐานความรู=
657;
คือ มีการใช$=
57;ขอบเขต
(Domain) หลาย=
ขอบเขตพร้อũ=
7;
ๆ กัน
นั่นคือมีกū=
4;รใช้ฐานควา=
617;รู้มากกว่า
1 เรื่อง เช่น
พนักงานที่Ŭ=
8;กี่ยวข้องก=
633;บธุรกิจการ&=
#3648;งิน
มีความต้องŦ=
5;ารระบบผู้เ=
594;ี่ยวชาญที่&=
#3617;ีทั้งด้านก=
;ารวางแผนเร$=
39;่องภาษีกับ=
3604;้านการเงิน=
พร้อม
ๆ กัน ดังนั้=
609;ระบบดังกล่&=
#3634;วจึงต้องมี=
;การสร้างชุ$=
04;ของกฎเกณฑ์=
3605;่าง
ๆ
เพื่อเชื่อũ=
7;ฐานความรู้=
605;่าง
ๆ
เข้าด้วยกัŨ=
9;
ตลอดจนเรื่Ū=
9;งการแก้ไขป=
633;ญหาความขัด&=
#3649;ย้งที่อาจจ=
;ะเกิดขึ้น
3. กลไ=
;กอนุมาน
(Inference engine) หมายถึง
ระบบของโปรŬ=
9;กรมที่ใช้ใ=
609;การสร้างระ&=
#3610;บผู้เชี่ยว=
;ชาญโดยเนื้$=
29;หาแล้ว
กลไกอนุมานŧ=
2;ะประยุกต์ใ=
594;้ข้อเท็จจร&=
#3636;งและกฎต่าง
ๆ
ในฐานความรŬ=
1;้
กับข้อมูลทū=
7;่เกี่ยวกับ=
611;ัญหาที่ได้&=
#3617;าจากผู้ใช้
การทำงานขอŧ=
1;กลไกอนุมาน=
629;าจมีลักษณะ&=
#3648;ป็นการวินิ=
;จฉัยแบบไปข$=
57;างหน้า
(Forward-chaining mechanism) ห&=
#3619;ือการวินิจ=
;ฉัยแบบย้อน$=
27;ลัง
(Backward-chaining mechanism) ก็ไ&=
#3604;้
3.1การว$=
36;นิจฉัยแบบไ=
3611;ข้างหน้า
(Forward-chaining mechanism) เ&=
#3611;็นการวินิจ=
;ฉัยฐานความ$=
19;ู้และปัญหา=
3607;ี่เป็นแบบเ=
ฉพาะหน้า
โดยกลไกจะพũ=
8;ายามหาคำตอ=
610;ของมันเอง
เช่น
ระบบผู้เชีŭ=
6;ยวชาญด้านก=
634;รแพทย์
(Medical expert system) จะถู=
กใช้ในการวū=
6;นิจฉัยอากา=
619;ของผู้ป่วย
หลังจากนั้Ũ=
9;จึงค่อยระบ=
640;ว่าเป็นโรค&=
#3629;ะไร
จากอาการทีŭ=
6;เป็นอยู่
(เป็นกลไกกา$=
19;วินิจฉัยที=
3656;ควบคุม
โดยการเปลีŭ=
6;ยนแปลงของข=
657;อมูลแทนที่&=
#3592;ะเป็นการเป=
;ลี่ยนแปลงเ$=
11;้าหมาย)
3.2การว$=
36;นิจฉัยแบบย=
3657;อนกลับ
(Backward-chaining mechanism) เ=
ป็นการเริ่ũ=
7;ต้นที่เป้า=
627;มายซึ่งสมม&=
#3605;ิขึ้น
จากนั้นจึงŪ=
3;ินิจฉัยข้อ=
648;ท็จจริงและ&=
#3585;ฎเกณฑ์ต่าง
ๆ
ในฐานข้อมูŪ=
1;
จากตัวอย่าŧ=
1;ข้างต้น
ระบบผู้เชีŭ=
6;ยวชาญอาจถู=
585;กำหนดเป้าห&=
#3617;ายในการค้น=
;หา
“โรค”
การวินิจฉัũ=
0;แบบย้อนกลั=
610;จะเพิ่มจาก&=
#3585;ารตั้งสมมต=
;ิฐานว่าเป็$=
09;โรคอะไร
จากนั้นจะพũ=
8;ายามตั้งคำ=
606;ามที่จำเป็&=
#3609;เพื่อยืนยั=
;น
หรือพิสูจนŮ=
0;ว่าเป็นโรค=
604;ังกล่าว
4. ระบ=
บย่อยในการŧ=
2;ัดหาความรู=
657;
(Knowledge acquisition subsystem) เป็นโปรแกร$=
17;
(Software) ของระบ=
;บผู้เชี่ยว#=
94;าญ
(ES) ซึ่งสาũ=
7;ารถช่วยในก=
634;รทำงานของว&=
#3636;ศวกรที่มีค=
;วามรู้
(Knowledge engineer) ผู้ซ=
638;่งมีหน้าที&=
#3656;ในการแสวงห=
;าความรู้
และสร้างระũ=
0;บผู้เชี่ยว=
594;าญ
วิศวกรจะทำŧ=
1;านร่วมกับร=
632;บบย่อยในกา&=
#3619;จัดหาความร=
;ู้
การออกแบบกū=
4;รตัดสินใจเ=
594;ิงตรรกะ
การสร้างปรū=
2;สบการณ์
กฎเกณฑ์ในกū=
4;รปฏิบัติ
(Heuristics) และปร$=
33;บฐานข้อมูล=
3651;ห้ทันเวลา
(Update)
5. ตัว=
เชื่อมประสū=
4;นกับผู้ใช้
(User interface) หม=
3634;ยถึง
เครื่องหมาũ=
8;หรือสัญลัก=
625;ณ์บนจอภาพเ&=
#3614;ื่อบอกถึงค=
;วามพร้อมที$=
56;จะรับคำสั่=
3591;หรือข้อมูล=
ของผู้ใช้
ข้อมูลที่ถŬ=
1;กป้อนเข้าไ=
611;จะถูกวินิจ&=
#3593;ัยโดยกลไกอ=
;นุมาน
และถูกนำไปŬ=
8;ปรียบเทียบ=
585;ับข้อเท็จจ&=
#3619;ิง
กฎเกณฑ์
และความสัมũ=
4;ันธ์ต่าง
ๆ
ในฐานข้อมูŪ=
1;
ข้อมูลที่ไŨ=
4;้ในแต่ละขั=
657;นตอนนั้นจะ&=
#3606;ูกป้อนต่อไ=
;ปเรื่อย
ๆ จนกระทั่ง$=
52;ด้ข้อสรุปอ=
3629;กมา
ส่วนป=
ระกอบของตัŪ=
3;เชื่อมประส=
634;นนี้อาจถูก&=
#3609;ำมาออกแบบ
สร้าง
และปรับระบũ=
0;ผู้เชี่ยวช=
634;ญให้ทันเวล&=
#3634;
ส่วนที่แสดŧ=
1;โดยทั่วไปข=
629;งตัวเชื่อม&=
#3611;ระสานจะมีล=
;ักษณะที่เป$=
55;นรายการเลื=
3629;กหรือเมนู
(Menus) หรือ&=
#3605;้นแบบต่าง
ๆ (Templates) ซึ่ง$=
48;ราสามารถสร=
3657;างตัวเชื่อ=
มประสานเองŭ=
0;ดยใช้
MIS ด้วยการ=
;นำเอาต้นแบ$=
10;ที่ใช้อยู่=
3617;าดัดแปลง
6.
เครื่องช่วũ=
8;ในการอธิบา=
618;
(Explanation facility)
เป็นส่วน=
586;องโปรแกรมข&=
#3629;งระบบผู้เช=
;ี่ยวชาญ
ซึ่งจะให้คū=
5;อธิบาย
หรือข้อมูลŬ=
8;กี่ยวกับกา=
619;หาข้อสรุปอ&=
#3629;กมาให้ได้ว=
;่าระบบจะมี#=
86;ั้นตอนในกา=
3619;วินิจฉัยเป=
็นอย่างไร
เพราะหลังจū=
4;กที่ผู้ใช้=
652;ด้ข้อสรุปห&=
#3619;ือข้อแนะนำ=
;จากระบบผู้$=
48;ชี่ยวชาญแล=
3657;ว
ผู้ใช้ก็ต้Ū=
9;งการทราบเก=
637;่ยวกับการใ&=
#3594;้เหตุผลที่=
;ได้มาจากข้$=
29;สรุปดังกล่=
3634;ว
ถ้าระบบผู้Ŭ=
8;ชี่ยวชาญ
(ES) ไม่สามū=
4;รถสรุปให้ช=
633;ดเจนได้
อย่างน้อยทū=
7;่สุดข้อมูล=
607;ี่ระบบผู้เ&=
#3594;ี่ยวชาญ
(ES) ให้ออกũ=
7;าผู้ใช้ยัง=
626;ามารถนำไปพ&=
#3636;จารณาต่อไป=
;ได้
กา=
;รนำระบบผู้$=
48;ชี่ยวชาญไป=
3651;ช้งาน
การนำ=
ระบบผู้เชีŭ=
6;ยวชาญไปใช้=
591;าน
(Putting Expert Systems to work) $=
26;ามารถนำไปใ=
3594;้ในด้านต่า=
ง
ๆ ต่อไปนี้
1.
ด้านการผลิŨ=
5; (Production)
ระบบผู้เ=
594;ี่ยวชาญ
(ES) สามารถŨ=
9;ำไปใช้ในกา=
619;วิเคราะห์ก&=
#3634;รกำหนดตารา=
;งการผลิต
และการกำหนŨ=
4;ตารางการใช=
657;ทรัพยากรให&=
#3657;เหมาะสมที่=
;สุด
ตลอดจนการกū=
5;หนดโอกาสใน=
585;ารนำเอากาก&=
#3623;ัสดุไปผลิต=
;อีกครั้ง
2. การ=
;ตรวจสอบ
(Inspection)
ผู้ผลิตส=
634;มารถใช้ระบ&=
#3610;ผู้เชี่ยวช=
;าญ
(ES) ที่เป็Ũ=
9;ระบบจับภาพ
ซึ่งจะสามาũ=
9;ถฉายภาพควา=
617;เสียหายของ&=
#3623;ัตถุด้วยกา=
;รใช้ลำแสง
เพื่อป้องกū=
3;นในการแพร่=
585;ระจายความเ&=
#3626;ียหายไปที่=
;ต่าง
ๆ นอกจากนี้$=
19;ะบบนี้ยังส=
3634;มารถช่วยทำ=
รายงานด้านŦ=
5;ารรับประกั=
609;คุณภาพ
ที่เกี่ยวกū=
3;บชิ้นส่วนข=
629;งวัตถุในเร&=
#3639;่องความชำร=
;ุดเสียหาย
และวิธีการŭ=
1;นการแก้ไขด=
657;วย
3.
การประกอบชū=
6;้นส่วน
(Assembly) ระบบผู้เชี$=
56;ยวชาญ
XCON สามารถŧ=
4;่วยผู้ผลิต=
651;นการสร้างโ&=
#3588;รงร่างคำสั=
;่งซื้อของล$=
41;กค้าไปเป็น=
3649;ผนผังภาพ
ซึ่งจะแสดงŭ=
1;ห้เห็นส่วน=
611;ระกอบที่จำ&=
#3648;ป็นในการผล=
;ิตตามคำสั่#=
91;ซื้อของลูก=
3588;้า
และยังแสดงŭ=
1;ห้เห็นถึงค=
623;ามสัมพันธ์&=
#3619;ะหว่างชิ้น=
;ส่วนต่าง
ๆ
4. ด้า=
;นบริการ
(Field service)
ระบบผู้เ=
594;ี่ยวชาญ
(ES) เป็นปรū=
2;โยชน์อย่าง=
617;ากต่อผู้จั&=
#3604;การด้านการ=
;บริการและพ$=
09;ักงานซ่อมแ=
3595;มทั่วไป
(ช่าง) ระบบผู=
3657;เชี่ยวชาญ
(ES) ช่วยใหŭ=
7;ช่างเข้าใจ=
606;ึงลำดับขั้&=
#3609;ตอนในการวิ=
;เคราะห์
เช่น
เครื่องจักũ=
9;กำลังเดินเ=
588;รื่องหรือไ&=
#3617;่
ความเสียหาũ=
8;เกิดขึ้นกั=
610;ระบบอิเล็ก&=
#3607;รอนิกส์หรื=
;อเกิดกับส่$=
23;นใด
ซึ่งเป็นกาũ=
9;ช่วยในการว=
636;เคราะห์ตาม&=
#3621;ำดับขั้นตอ=
;นอย่างรวดเ$=
19;็ว
ทำให้ประหยū=
3;ดเวลาในการ=
607;ำงาน
5. การ=
ตรวจสอบบัญŧ=
4;ี
(Auditing) ระบบผู=
;้เชี่ยวชาญ
(ES) ช่ว=
3618;ผู้ตรวจสอบ=
บัญชีในเรืŭ=
6;องกระบวนกา=
619;ตรวจสอบบัญ&=
#3594;ีเพื่อความ=
;ถูกต้อง
เช่น สำหรับ$=
10;ัญชีลูกหนี=
3657;
(Account receivable) จะมี=
585;ารป้อนข้อม&=
#3641;ลลูกหนี้เข=
;้าไปในระบบ$=
12;ู้เชี่ยวชา=
3597;
สิ่งที่ได้ŧ=
2;ากระบบคือก=
634;รเสนอแนะกร&=
#3632;บวนการในกา=
;รตรวจสอบนั$=
56;นเอง
6.
ด้านบุคคล (Personnel)
ระบบผู้เ=
594;ี่ยวชาญ
(ES) ช่วยแผŨ=
9;กบุคคลในกา=
619;เตือนผู้ใช&=
#3657;ในเรื่องที=
;่สำคัญต่าง
ๆ
ที่เกี่ยวกū=
3;บนโยบายของ=
610;ริษัท
และยังช่วยŭ=
1;นการสร้างค=
641;่มือให้แก่&=
#3614;นักงาน
7.
ด้านการตลาŨ=
4;และการขาย
(Marketing and sales)
ระบบผู้เ=
594;ี่ยวชาญ
(ES) สามารถŨ=
7;ำงาน
6
งานพร้อมกัŨ=
9;ภายในไม่กี=
656;วินาที
ในขณะที่พนū=
3;กงาน
1 คน ใช้เวลา 20-30
นาทีในการทū=
5;งาน
1 งาน
สรุ=
3611;
ระบบฐ=
านความรู้เũ=
1;็นข้อมูลที=
656;เก็บรวบรวม&=
#3652;ว้ในการแก้=
;ปัญหา
ส่วนปัญญาปũ=
9;ะดิษฐ์
หมายถึง
การทำให้คอũ=
7;พิวเตอร์สา=
617;ารถคิดหาเห&=
#3605;ุผล
เรียนรู้ไดŭ=
7;
และทำงานไดŭ=
7;เหมือนสมอง=
617;นุษย์
การประยุกตŮ=
0;ใช้งานของป=
633;ญญาประดิษฐ&=
#3660;จะเกี่ยวข้=
;อกับ
(1)
ระบบผู้เชีŭ=
6;ยวชาญ
(2)
ภาษาธรรมชาŨ=
5;ิ
(3) ระบบจับภาพ =
(4)
ศาสตร์ด้านŪ=
7;ุ่นยนต์
(5) เครือข่ายเ&=
#3626;้นประสาท
ส่วนป=
ระกอบของระũ=
0;บผู้เชี่ยว=
594;าญ
หมายถึง ควา$=
17;รู้ด้านต่า=
3591;
ๆ โดยใช้ (1)
กฎเป็นพื้นŨ=
0;าน
(2)
ระบบที่มีขŪ=
9;บเขตเป็นพื=
657;นฐาน
(3) การทำนายเป&=
#3655;นพื้นฐาน
(4)
ระบบย่อยในŦ=
5;ารจัดหาควา=
617;รู้
(5)
ตัวเชื่อมปũ=
9;ะสานกับผู้=
651;ช้
(6) เครือข่ายใ&=
#3609;การอธิบาย
การ=
3614;ัฒนาระบบผู=
้เชี่ยวชาญ
ประกอบด้วยŦ=
5;ระบวนการดั=
591;นี้
(1) การพิจารณา&=
#3588;วามต้องการ=
;ของระบบผู้$=
48;ชี่ยวชาญ
(2) การได้มาซึ&=
#3656;งความรู้จา=
;กผู้เชี่ยว#=
94;าญ
(3)
การพัฒนาต้Ũ=
9;แบบระบบผู้=
648;ชี่ยวชาญ
(4)
การทดสอบ/คว$=
34;มละเอียดปร=
3632;ณีตของต้นแ=
บบระบบ
(5)
การทำงานขอŧ=
1;ระบบผู้เชี=
656;ยวชาญเป็นท&=
#3637;่พอใจหรือไ=
;ม่
การ=
3609;ำระบบผู้เช=
ี่ยวชาญไปใŧ=
4;้งาน
(1)
ด้านการผลิŨ=
5;
(2)
การสนการตรŪ=
3;จสอบ
(3) การประกอบช&=
#3636;้นส่วน
(4) ด้านบริการ =
(5)
การตรวจสอบũ=
0;ัญชี
(6) ด้านบุคคล (7)
ด้านการตลาŨ=
4;และการขาย

Picture
03
Structure Project Stage1
Stage 1.Input Data กระบวนการน=
;ำเข้าข้อมู$=
21;
การออ=
กแบบการกรอŦ=
5;ข้อมูลใน
Form จะมี=
588;วามละเอียด&=
#3627;รือความต้อ=
;งการข้อมูล$=
17;ากน้อยแค่ไ=
3627;นขึ้นอยู่ก=
ับ
1. ระด=
ับของธุรกิŧ=
2;กลุ่มเป้าห=
617;าย
Start Up Growth Turn Around
2. ขนา=
ดของธุรกิจŦ=
5;ลุ่มเป้าหม=
634;ย
ร้านค้า ธุร#=
85;ิจขนาดเล็ก
(คนต่ำกว่า 50<=
span
lang=3DTH>
เงินลงทุนตŭ=
6;ำหว่า
50 ล้าน)
ธุรกิจขนาดŦ=
5;ลาง
3. ประ=
เภทธุรกิจขŪ=
9;งกลุ่มเป้า=
627;มาย
และการออกแũ=
0;บ
Form ในคำถาũ=
7;ต่างๆจะต้อ=
591;สอดคล้องสั&=
#3617;พันธ์กันขอ=
;งการให้ข้อ$=
17;ูลใน
(Form Input
Data 3) กับปัญห=
3634;ที่
User ต้องกาũ=
9;คำตอบของกา=
619;ตั้งคำถามใ&=
#3609;
(Form Input Data 4)
Company User
1.Registration=
b> (Form Input Data 1)
1.1 Name and Adress
1.2
กลุ่มประเภŨ=
7;ธุรกิจ
(ผลิต/บริการ)=
span>
ประเภท A
: เกษ=
3605;รกรรม
การล่าสัตวŮ=
0;
และการป่าไũ=
7;้
(ธุรกิจผลิต$=
26;ินค้า
Manufacturing Businesses)
ประเภท B
: การ=
3611;ระมง
(ธุรกิจผลิต$=
26;ินค้า
Manufacturing Businesses)
ประเภท C
: การ=
3607;ำเหมืองแร่=
และเหมืองหū=
6;น
(ธุรกิจผลิต$=
26;ินค้า
Manufacturing Businesses)
ประเภท D
: การ=
3612;ลิต
(ธุรกิจผล=
3636;ตสินค้า
Manufacturing Businesses)
ประเ&=
#3616;ท
E :
การไฟฟ้า
ก๊าซ
และการประปū=
4; (ธุรกิจผลิต&=
#3626;ินค้า
Manufacturing Businesses))
ประเภท F
: การ=
3585;่อสร้าง
(ธุรกิจผลิต$=
26;ินค้า
Manufacturing Businesses)
ประ&=
#3648;ภท
G :
การขายส่=
591;
การขายปลีก
การซ่อมแซมũ=
8;านยนต์
รถจักรยานยŨ=
9;ต์
ของใช้ส่วนũ=
0;ุคคลและของ=
651;ช้ในครัวเร&=
#3639;อน
(ธุรกิจซื้อ#=
86;ายสินค้า
Merchandising Businesses/ธุรก=
;ิจให้บริกา$=
19;
(Service Business)
ประเภท I
: การ=
3586;นส่ง
สถานที่เก็ũ=
0;สินค้า
และการคมนาŦ=
8;ม
(ธุรกิจให้บ$=
19;ิการ
Service Business )
ประเภท H
: โรง=
3649;รมและภัตตา=
คาร
(ธุรกิจให้บ$=
19;ิการ
Service Business )
ประเภ=
ท
J : การ=
เป็นตัวกลาŧ=
1;ทางการเงิน
(ธุรกิจให้บ$=
19;ิการ
Service Business )
ประเภท K
: กิจ=
3585;รรมด้านอสั=
งหาริมทรัพũ=
8;์
การให้เช่าŬ=
9;ละกิจกรรมท=
634;งธุรกิจ
(ธุรกิจให้บ$=
19;ิการ
Service Business )
ประเภท L
: การ=
3610;ริหารราชกา=
รและการป้อŧ=
1;กันประเทศ
รวมทั้งการũ=
1;ระกันสังคม=
616;าคบังคับ
(ธุรกิจให้บ$=
19;ิการ
Service Business )
ประเภท M
: การ=
3624;ึกษา
(ธุรกิจให้บ$=
19;ิการ
Service Business )
ประเภ=
ท
N : งาน=
ด้านสุขภาพŬ=
9;ละงานสังคม=
626;งเคราะห์
(ธุรกิจให้บ$=
19;ิการ
Service Business )
ประเภท O
: กิจ=
3585;รรมด้านการ=
บริการชุมชŨ=
9;
สังคม และกา$=
19;บริการส่วน=
3610;ุคคลอื่น
ๆ (ธุรกิจให้=
610;ริการ
Service Business )
ประเภท P
: ลูก=
3592;้างในครัวเ=
รือนส่วนบุŦ=
8;คล
(ธุรกิจให้บ$=
19;ิการ
Service Business )
ประเภ=
ท
Q :
องค์การร=
632;หว่างประเท&=
#3624;และองค์การ=
;ต่างประเทศ$=
29;ื่น
ๆ และสมาชิก (=
3608;ุรกิจให้บร=
ิการ
Service Business )
=
=
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp;
2. Company Profile Ŧ=
6;้อมูลพื้นฐ=
634;นที่เกียวก&=
#3633;บบริษัท
ร้านค้า (Form Input Data 2)
2.1
ประวัติควาũ=
7;เป็นมา
2.2
เป้าหมายขอŧ=
1;บริษัท
2.3
ทุนจดทะเบีũ=
8;น
2.4
จำนวนพนักงū=
4;น
2.5
สินทรัพย์
หนี้สิน
ทรัพย์สิน =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
=
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
2.6
จุดเด่นหรืŪ=
9;
ความสามารถŪ=
7;ลัก
2.7
ผลประกอบกาũ=
9;ปีล่าสุด
(ขาดทุน/กำไร) <=
/span>
2.8 ระด=
;ับของธุรกิ#=
92;
Start Up Growth
3. การ=
กรอกข้อมูลŪ=
9;งค์กรที่ใช=
657;
Model Value Chain (Form Input Data 3)

Picture
04
หมายเ=
หตุ
: การจัดทำ Form
เพื่อให้ =
span>Company
User กรอกข้อŦ=
8;วามใน
(Form
Input Data 3)
1. หัวข้อราย=
3621;ะเอียดที่เ=
ห็นเป็นเพีũ=
8;งกรอบที่ว่=
634;ด้วยเรื่อง&=
#3629;ะไร
รายละเอียŨ=
4;มีน้อยยังต=
657;องขยายความ&=
#3592;ัดหาประเด็=
;นที่สำคัญ
2. =
585;ารทำ
Form เป็นคำŨ=
6;ามที่
User ต้องใหŭ=
7;ข้อมูลตาม3.1=
-3.9
นั้นจะต้องũ=
7;ีประเด็น
เนื้อหาไปผŬ=
1;กโยงกับ
Framework แรก&=
#3607;ี่หนึ่งได้=
;จัดทำไว้
สามารถนำขŭ=
7;อมูลไปประม=
623;ลเข้าในหัว&=
#3586;้อ ดังนี้ : (Tool Model)=
=
&nb=
sp;
2.1 Internal Data And External Data&nbs=
p;
2.2 SWOT
2.3 Business Model (หลักสำคัญ=
span>)
3.1 Inbound Logistics
หมายถึง
การไหลเข้าŦ=
6;องข้อมูล
วัตถุดิบ สิ$=
09;ค้า
รวมถึงสินคŭ=
7;าคืนด้วย
ดังนั้นกิจŦ=
5;รรมที่เกี่=
618;วข้องจึงเป&=
#3655;น =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp;
กิจกร=
รมที่เกี่ยŪ=
3;กับการเคลื=
656;อนย้ายเข้า&=
#3617;า
และ
การพักไว้
ต่อเมื่อมีŦ=
5;ารกระจายหร=
639;อขนส่งออกไ&=
#3611;จึงเป็น
Outbound Logistics =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
=
&nb=
sp;
กิจกร=
รมที่เกี่ยŪ=
3;ข้องมีดังน=
637;้
(Form Input
Data 3.1)
1
การพยากรณ์
เช่น
ต้องนำเข้าŪ=
3;ัตถุดิบเท่=
634;ไร
จึงจะเพียงũ=
4;อต่อการผลิ=
605;
2
การจัดซื้อ
3
การจัดการวū=
3;ตถุดิบ
ข้อมูล
ขาเข้า เช่น
การจัดเรียŧ=
1;
การตรวจนับ
ก่อนส่งเข้ū=
4;โรงงาน
4
การขนส่งเขŭ=
7;า
5
การจัดการคŪ=
1;ังสินค้าแล=
632;สินค้าคงคล&=
#3633;ง
3.2 Operations Management
คืออะไร
กลุ่มกิจกรũ=
9;มที่เกี่ยว=
586;้องกับการส&=
#3619;้าง
(ผลิต)
สินค้าและบũ=
9;ิการโดยผ่า=
609;ทางการโอนถ&=
#3656;ายระหว่าง
Inputs และ Outputs กิจกรรมสร$=
57;างสินค้านั=
3657;นจะมีในทุก=
องค์กร
และผลผลิต
จะเห็นได้ชū=
3;ดในบริษัทผ=
621;ิตสินค้า
เพราะจะเห็Ũ=
9;การผลิตสิน=
588;้าที่มองเห&=
#3655;นได้
เช่น TV , รถยนต์เป็=
3609;ต้น
(Form Input Data 3.2)
1. Quality Manageme=
nt การจัด=
585;ารด้านคุณภ&=
#3634;พ
: เช่น
ใครจะรับผิŨ=
4;ชอบด้านคุณ=
616;าพ
? เราจะกำ&=
#3627;นดคุณภาพขอ=
;งสินค้าและ$=
10;ริการอย่าง=
3652;ร?
2. Service and prod=
uct
Design ออกแ=
บบสินค้าแลū=
2;บริการ
: เช่น
จะนำเสนอสิŨ=
9;ค้าหรือบริ=
585;ารอะไร
และจะออกแบũ=
0;อย่างไร
3. Process and Capa=
city
Design ออกแ=
บบกระบวนกาũ=
9;และความสาม=
634;รถในการผลิ&=
#3605;
: เช่น
จะใช้กระบวŨ=
9;การผลิตแบบ=
652;หนกับ
Order ไหน? =
จะใช้เครื่Ū=
9;งมือเครื่อ=
591;จักรตัวใด
?
4. Location
5. Layout Design การจัด=
623;างแผนผังโร&=
#3591;งาน
: เช่น
เราจะจัดวาŧ=
1;เครื่องมือ=
648;ครื่องจักร&=
#3605;รงไหน
แล้วจะต้องŭ=
1;ช้โรงงานขน=
634;ดใดเพื่อที&=
#3656;จะสามารถรอ=
;งรับการผลิ$=
05;และความต้อ=
3591;การได้
?
6. Human Resources =
and
Job Design การ=
592;ัดการเรื่อ&=
#3591;ทรัพยากรมน=
;ุษย์และการ#=
92;ัดสรรงาน
: เช่น
จะจัดคนให้Ŭ=
8;ข้ากับงานอ=
618;่างไร
?, ต้องใช้=
พนักงานเท่ū=
4;ไร?
7. Supply-Chain
Management การ=
592;ัดการเรื่อ&=
#3591;การสนับสนุ=
;นวัตถุดิบ
: เช่น
เราจะซื้อหũ=
9;ือผลิตส่วน=
611;ระกอบนี้เอ&=
#3591;?
8. Inventory
, material requirements planning and JIT ก=
ารวางแผนเรū=
9;่องวัตถุดิ=
610;คงเหลือ
,จำนวนวั=
3605;ถุดิบที่ต้=
องการใช้ในŬ=
9;ต่ละครั้ง
และการวางแũ=
2;นเรื่องการ=
626;่งของแบบตร&=
#3591;เวลา
(JIT) การจัด#=
85;ารสินค้าคง=
3588;ลัง
9. Intermediate,
short-term and Project scheduling การ=
วางแผนในระũ=
8;ะสั้น
และระยะยาว
&=
nbsp;
10. Maintenance การซ&=
#3656;อมบำรุง
หมายเหตุ=
; :
การบริหารสū=
6;นค้าคงคลัง=
648;ป็นปัญหาสำ&=
#3588;ัญต้องเน้น=
;ให้ความสำค$=
33;ญ
Inventory management
3.3 =
โลจิสติกส์Ŧ=
6;าออก(Outbound
Logistics) เมื=
3656;อกระบวนการ=
แปรรูปดำเนū=
6;นการเสร็จส=
636;้นก็จะมีกา&=
#3619;ส่งมอบหรือ=
;การกระจายส$=
36;นค้าไปสู่ต=
3633;วแทนจำหน่า=
ย
ดังเช่น
ผู้ค้าส่ง ผ$=
41;้ค้าปลีก
ซึ่งการกระŧ=
2;ายสินค้าปร=
632;กอบด้วยสอง&=
#3648;ส้นทางหลัก=
;คือจากโรงง$=
34;นถึงคลังเก=
3655;บสินค้าหรื=
อศูนย์ =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp;
กระจา=
ยสินค้า(Distribution
Center)และห$=
21;ังจากนั้นจ=
3632;ส่งต่อไปยั=
งผู้จัดจำหŨ=
9;่าย
แต่สิ่งที่Ŭ=
9;ตกต่างระหว=
656;างโลจิสติก&=
#3626;์ขาเข้าและ=
;ขาออก
(Form Input Data 3.3) =
1. =
619;ะบบการจัดเ&=
#3585;็บรวบรวม
การรับสินคŭ=
7;า
(Receive) การเคล=
ื่อนย้ายเพū=
9;่อจัดเก็บ
(Storage) การค้น=
หาและเลือกŪ=
7;ยบสินค้า
(Sorting and Picking) การจ=
3656;ายสินค้าออ=
ก
(Dispatch) การจัด=
;ส่งสินค้า
(Delivery)
2. =
619;ะบบการจัดจ&=
#3635;หน่ายสินค้=
;า
3. =
619;ะบบการบริก&=
#3634;รไปยังลูกค=
;้า
4. =
619;ะบบการขนส่&=
#3591;
(Transportation) ยานพา=
หนะส่วนตัว
(Private Carrier) ยานพา=
;หนะสาธารณะ
(Common Carrier) ยานพา=
หนะที่ทำสัŧ=
7;ญา
(Contract Carrier)
&n=
bsp; การขนส่งท=
3637;่เกี่ยวกับ=
ประเภท
&n=
bsp; รถไฟ (Railroad) =
3611;ระหยัด
จำนวนมาก
หนัก
&n=
bsp; รถบรรทุก (=
Truck)
สะดวกถึง=
592;ุดหมายไม่ต&=
#3657;องมีการขนถ=
;่าย
ความเร็ว
ควบคุมเวลาŭ=
2;ด้
&n=
bsp; การขนส่งท=
3634;งน้ำ
(Water Transporttation) ค่าใ=
ช้จ่ายต่ำสŬ=
0;ด
&n=
bsp; การขนส่งท=
3634;งอากาศ
(Air Frght) รวดเรŭ=
5;วที่สุด
ราคาแพงที่Ū=
6;ุด
&n=
bsp; การขนส่งท=
3634;งท่อ
(Pipeline) สินค้า=
;เฉพาะอย่าง
ก๊าซ น้ำมัน
3.4 =
การตลาดและŦ=
5;ารขาย(Marketing
and Sales) โดย=
3651;ห้ความสำคั=
ญกับการจำแŨ=
9;กความต้องก=
634;รลูกค้าเพื&=
#3656;อใช้เป็นข้=
;อมูลวางแผน$=
26;่วนประสมผล=
3636;ตภัณฑ์(Product
Mix) ตลอดจนกū=
4;รประชาสัมพ=
633;นธ์และการใ&=
#3627;้ข้อมูลเกี=
;่ยวกับสินค$=
57;าให้กับลูก=
3588;้า(Form Input Data 3.4)
1. =
626;ินค้า/
บริการ
ที่เกี่ยวกū=
3;บคณค่า
ความพอใจขอŧ=
1;ลูกค้า
(ประเมิน)
2. =
650;ปรแกรมทางก&=
#3634;รตลาด
(Marketing Program) เครื$=
56;องมือทางกา=
3619;ตลาด
ส่วนประสมกū=
4;รตลาอ
(Marketing mix) 4Ps 4Cs
3. =
585;ารวางแผนด้&=
#3634;นการตลาด
การวางแผนใŨ=
9;ระดับบริษั=
607;
การวางแผนใŨ=
9;ระดับธุรกิ=
592;
การวางแผนใŨ=
9;ระดับผลิตภ=
633;ณฑ์
4. =
585;ารวิเคราะห&=
#3660;ตลาดธุรกิจ
และพฤติกรรũ=
7;การซื้อ
5. =
588;ู่แข่งและก&=
#3634;รแข่งขันทา=
;งการตลาด
6. =
585;ารจัดการโฆ&=
#3625;ณา
การส่งเสริũ=
7;การขาย
การประชาสัũ=
7;พันธ์
7. =
619;ะบบช่องทาง&=
#3585;ารจัดจำหน่=
;ายสินค้า
3.5
การให้บริกū=
4;ร
(Service) ได$=
57;แก่กิจกรรม=
3607;ี่ครอบคลุม=
ถึงการให้บũ=
9;ิการเพื่อเ=
614;ิ่มคุณค่าห&=
#3619;ือบำรุงรัก=
;ษาสินค้า
รวมทั้งบริŦ=
5;ารหลังการข=
634;ย
เช่น การติด$=
05;ั้ง
การซ่อมแซม
การฝึกอบรม เป็นต้น(Form Input Data 3.5) 1. =
619;ะบบการบริก&=
#3634;รหลังการขา=
;ย 2. =
619;ะบบการแนะน&=
#3635;การใช้ 3. =
619;ะบบการบำรุ&=
#3591;รักษา 3.6
โครงสร้างพū=
9;้นฐานกิจกา=
619;
(Firm infrastructure) เ=
;ป็นกิจกรรม$=
07;ี่เกี่ยวข้=
3629;งกับการบริ=
หาร งานทั=
่วไปในองค์Ŧ=
5;ร
โครงสร้างขŪ=
9;งองค์กร
การวางแผน
การจัดทำระũ=
0;บงานต่างๆ
เช่น ระบบ การคว=
บคุมคุณภาพ
ระบบบัญชีกū=
4;รเงิน
การบริหารจū=
3;ดการ
เป็นต้น (Form Input Data 3.6) 1. ระบ=
บการบริหารŧ=
2;ัดการ
เช่น
ระบบควบคุม 2. รูป=
แบบโครงสร้ū=
4;ง 3. ระบ=
บบัญชี 4. ระบ=
บการเงิน =
&nb=
sp; =
&nb=
sp;
3.7
การบริหารทũ=
9;ัพยากรมนุษ=
618;์
(Human resource management) เป็นกิจกรร$=
17;ต่าง
ๆ ที่เก=
ี่ยวข้องกัũ=
0;การบริหารท=
619;ัพยากรบุคค&=
#3621;
ได้แก่
การสรรหาบุŦ=
8;ลากร
การคัดเลือŦ=
5;บุคลากร
(Form Input
Data 3.7) 1. ระบ=
บการสรรหาบŬ=
0;คลากร
และการคัดเŪ=
1;ือกบุคลากร 2. ระบ=
บการฝึกอบรũ=
7; 3. ระบ=
บการประเมิũ=
2;ลงานและเลื=
656;อนขั้นเลื่&=
#3629;นตำแหน่ง 4. ระบ=
บเงินเดือนŦ=
8;่าจ้าง
สวัสดิการ 5. ระบ=
บการสร้างสũ=
6;าพแวดล้อมใ=
609;การทำงานที&=
#3656;ดี 6. ระบ=
บแรงงานสัมũ=
4;ันธ์ 3.8
การพัฒนาเทŦ=
8;โนโลยี
(Technology development) เ=
;ป็น 1. ระบ=
บการพัฒนาเŨ=
7;คโนโลยีที่=
594;่วยในการเพ&=
#3636;่มคุณค่าให=
;้สินค้าและ$=
10;ริการ
2. ระบ=
บการพัฒนาเŨ=
7;คโนโลยีที่=
594;่วยในการเพ&=
#3636;่มคุณค่าให=
;้กระบวนการ$=
12;ลิต 3.9
การจัดหาวัŨ=
5;ถุดิบ
(Procurement) เ=
;ป็นกิจกรรม$=
07;ี่เกี่ยวข้=
3629;งกับการจัด=
หาหรือจัดซū=
9;้อ วัตถุ=
ดิบ
อุปกรณ์ต่าŧ=
1;
ๆ
เพื่อมาใช้ŭ=
1;นกระบวนการ=
612;ลิตสินค้าแ&=
#3621;ะบริการนั้=
;น
(Form Input
Data 3.9) 1. ระบ=
บการจัดซื้Ū=
9;-จัดหา 2. ระบ=
บการเจรจาตŭ=
6;อรองกับ
Supplier 4.
User Requirement ค=
;ำปรึกษาประ$=
48;ด็นปัญหาจา=
3585;การกรอกข้อ=
มูลของ
User (Form Input Data 4) คำถาม=
ที่จะตั้งธŧ=
1;ให้
User ทำกา=
619;เลือกจาก
Webpage นั้นจะ=
3605;้องสัมพันธ=
์กับการตอบŦ=
6;้อมูล
Form1-3และจาก=
585;ารวิเคราะห&=
#3660;สภาพปัญหาข=
;องผู้ประกอ$=
10;การ
Sme 1. องค=
์การมีปัญหū=
4;อะไรบ้าง?
แผนของกา=
619;แก้ไขปัญหา&=
#3627;รือแผนของก=
;ารพัฒนาองค$=
60;การ 2. การ=
แก้ไขปัญหาŦ=
6;องการขาดสภ=
634;พคล่อง
หรือการขาดŦ=
5;ระแสเงินสด? 3. หน่=
วยงานเอกชน
หรือหน่วยงū=
4;นภาครัฐ
ที่มีโครงกū=
4;รที่ให้การ=
626;นับสนุน
ช่วยเหลือสū=
6;นเชื่อทางก=
634;รเงิน? 4. วิธ=
ีการเพิ่มทŬ=
0;นทางการเงิ=
609;เพื่อการลง&=
#3607;ุน
และแหล่งเงū=
6;นทุน? 5. ช่อ=
งทางการลงทŬ=
0;นเพื่อการส=
619;้างผลตอบแท&=
#3609;ทางการเงิน=
;? 6. รูป=
แบบการจัดโŦ=
8;รงสร้างที่=
648;หมาะสมกับธ&=
#3640;รกิจ
และหลักการũ=
0;ริการจัดกา=
619;? 7. การ=
จัดการสื่อŪ=
6;ารสารสนเทศ=
626;ำหรับการผล&=
#3636;ต
การบริการ
และการบริหū=
4;รขององค์กา=
619;? 8. ธุร=
กิจควรมีแนŪ=
3;ทางการพัฒน=
634;สินค้า
และบริการอũ=
8;่างไร? 9. กลย=
ุทธ์ที่เป็Ũ=
9;ทางเลือกทา=
591;การตลาด? 10. การ=
;ออกแบบ
การพัฒนากรū=
2;บวนการผลิต
เพื่อการลดŨ=
5;้นทุนการผล=
636;ต? 11. ระบ=
;บการจัดซื้$=
29;สินค้า
วัตถุดิบ
ส่วนประกอบ
ที่มีประสิŨ=
7;ธิภาพ? 12. การ=
;พยากรณ์และ#=
85;ารบริหารสิ=
3609;ค้าคงคลัง=
? 13. ช่อ=
;งทางทางด้า$=
09;การตลาด
และช่องทางŦ=
5;ารกระจายสิ=
609;ค้า? 14. การ=
;บริหารต้นท$=
40;น
การลดต้นทุŨ=
9;
การผลิต การ$=
10;ริการและลอ=
3592;ิสติกส์ Structure Project Stage2 Stage 2=
.
Analyst/Processing
กระบวนกา=
619;นำเข้าวิเค&=
#3619;าะห์/ประมวŪ=
1;ผลข้อมูล Software Expert System (ES) ความห=
มาย
ระบบผู้เชีŭ=
6;ยวชาญ
คือระบบคอมũ=
4;ิวเตอร์
ที่จำลองกาũ=
9;ตัดสินใจขอ=
591;มนุษย์
ผู้เป็นผู้Ŭ=
8;ชี่ยวชาญใน=
604;้านใดด้านห&=
#3609;ึ่ง
โดยใช้ความũ=
9;ู้และการสร=
640;ปเหตุผลเชิ&=
#3591;อนุมาน
(inference)
ในการแก้=
611;ัญหายากๆ
ที่ต้องอาศū=
3;ยผู้เชี่ยว=
594;าญ
ระบบผู้เชีŭ=
6;ยวชาญได้ถู=
585;พัฒนาขึ้นม&=
#3634;
เพื่อใช้งาŨ=
9;ในระบบต่าง=
654;
อย่างแพร่หŪ=
1;ายมากว่า
30 ปี
ไม่ว่าจะเปŭ=
5;นในแวดวงธุ=
619;กิจ
การแพทย์
วิทยาศาสตรŮ=
0;
วิศวกรรม
อุตสาหกรรม
เป็นต้น ระบบ ES
หรือระบบ=
612;ู้เชี่ยวชา&=
#3597;
จัดเป็นระบũ=
0;สารสนเทศปร=
632;เภทหนึ่งที&=
#3656;นำวิทยาการ=
;ของปัญหาปร$=
32;ดิษฐ์เข้าม=
3634;ใช้จัดการส=
ารสนเทศ
โดยเฉพาะอยŭ=
6;างยิ่งสารส=
609;เทศที่เป็น
องค์ความรูŭ=
7; (knowledge)
ในเฉพาะส=
634;ขาหรือเฉพา&=
#3632;ด้าน
ดังนั้นระบũ=
0;ผู้เชี่ยวช=
634;ญจึงเป็นซอ&=
#3615;ต์แวร์ที่ใ=
;ช้สร้างฐาน#=
88;วามรู้
(knowledge base) และ
กลไกในการตū=
3;้งคำถาม
และหาคำตอบ
(จาก knowledge base) ทำให้=
ผู้ใช้ได้รū=
3;บความสะดวก=
651;นการถามและ&=
#3605;อบสิ่งที่ถ=
;ามเสมือนหน$=
38;่งคุยกับผู=
3657;เชี่ยวชาญจ=
ริง
ๆ
ทั้งนี้ระũ=
0;บผู้เชี่ยว=
594;าญจะเลือกเ&=
#3593;พาะสาขาหรื=
;อเฉพาะด้าน$=
07;ี่ขาดแคลนผ=
3641;้เชี่ยวชาญ=
เท่านั้น
เช่น ใช้ในง$=
34;นเกี่ยวกับ=
3585;ารวินิจฉัย=
ทางการแพทยŮ=
0;
การขุดเจาะŨ=
9;้ำมัน
การวางแผนกū=
4;รเงิน
การจัดทำภาŪ=
5;ี
การวิเคราะŪ=
7;์ทางเคมี
การผ่าตัด
การซ่อมเครū=
9;่องยนต์
การพยากรณ์Ū=
9;ากาศ
การซ่อมเครū=
9;่องคอมพิวเ=
605;อร์
การส่=
งสัญญาณดาวŬ=
8;ทียม
ปฏิบัติการŬ=
8;กี่ยวกับอา=
623;ุธนิวเคลีย&=
#3619;์
การวางรูปแũ=
0;บหนังสือพิ=
617;พ์
การตีความกŧ=
8;หมาย
เป็นต้น
อย่างไรก็ตū=
4;มถึงแม้ว่า=
619;ะบบผู้เชี่&=
#3618;วชาญ
จะได้รับกาũ=
9;พัฒนา
ให้ใช้งานไŨ=
4;้สะดวก
และมีประสิŨ=
7;ธิภาพยิ่งข=
638;้น
แต่ระบบสารŪ=
6;นเทศประเภท=
609;ี้ก็ไม่สาม&=
#3634;รถมาแทนที่=
;มนุษย์ได้ โปรแก=
;รมที่บรรจุ#=
88;วามรู้อย่า=
3591;มากมายที่ใ=
ช้โดยผู้เชū=
7;่ยวชาญในสา=
586;าวิชาเฉพาะ&=
#3648;พื่อช่วยให=
;้บุคคลอื่น$=
54;นำไปใช้ในก=
3634;รแก้ปัญหาไ=
ด้ ตัวอย=
่าง
Expert System Applications diagnosis of faults and
diseases, automobile diagnosis,
interpretation of data(เช่น =
sonar
signals), mineral exploration, personnel scheduling, computer network
management, weather forecasting, stock market prediction, consumer buying
advice, diet advice วัตถุ=
ประสงค์หลัŦ=
5;ของระบบผู้=
648;ชี่ยวชาญ
การช่วยในกū=
4;รตัดสินใจ
การให้ความũ=
9;ู้
คำแนะนำ
หรือคำปรึกŪ=
5;า
อย่างที่เรū=
4;ต้องการจาก=
612;ู้เชี่ยวชา&=
#3597;เฉพาะด้าน
ระบบผู้เชีŭ=
6;ยวชาญ
(EXPERT SYSTEM AND ARTIFICIAL INTELLIGENCE) Expert System ส่วนป=
ระกอบของ
Expert System 1.
ฐานความรู้ (knowledge base) 2.
เครื่องอนุũ=
7;าน
(inference engine) 3.
ส่วนดึงควาũ=
7;รู้
(knowledge acquisition subsystem) 4.
ส่วนอธิบาย (explanation subsystem) 5.
การติดต่อกū=
3;บผู้ใช้
(user interface) 1.
ฐานความรู้ (knowledge
base) ส่ว=
3609;ที่เก็บควา=
มรู้ทั้งหมŨ=
4;ของผู้เชี่=
618;วชาญที่รวบ&=
#3619;วมจากการศึ=
;กษาและจากป$=
19;ะสบการณ์
โดยมีการกำŪ=
7;นดโครงสร้า=
591;ของข้อมูล
(Data Structure) ให้เห=
มาะสมกับกาũ=
9;นำไปใช้งาน
โดยฐานความũ=
9;ู้จะรวบรวม=
605;รรกะ
(Logic) ในการป=
3599;ิบัติงาน 2.
เครื่องอนุũ=
7;าน
(inference
engine) เป็=
3609;ส่วนควบคุม=
การใช้ความũ=
9;ู้ในฐานควา=
617;รู้
เพื่อวิเครū=
4;ะห์และแก้ป=
633;ญหาที่เกิด&=
#3586;ึ้น
จะทำหน้าทีŭ=
6;ตรวจสอบกฎเ=
585;ณฑ์ที่อยู่&=
#3651;นฐานความรู=
;้
โดยการใช้เŪ=
7;ตุผลทางตรร=
585;ะสำหรับแต่&=
#3621;ะเหตุการณ์
ซึ่งมักจะอũ=
8;ู่ในลักษณะ
ถ้า…แล้=
623;… 3.
ส่วนดึงควาũ=
7;รู้
(knowledge
acquisition subsystem) เ=
;ป็นส่วนที่$=
04;ึงความรู้จ=
3634;กเอกสาร
ตำรา
ฐานข้อมูล
และเชี่ยวชū=
4;ญ
ทีมพัฒนาจะŨ=
7;ำการจัดควา=
617;รู้ที่ได้ม&=
#3634;ให้อยู่ในร=
;ูปที่เข้าก$=
33;นได้กับโคร=
3591;สร้างของฐา=
นความรู้
เพื่อที่จะŭ=
2;ด้สามารถบร=
619;จุความรู้ท&=
#3637;่ได้มาลงใน=
;ฐานความรู้$=
52;ด้
4.
ส่วนอธิบาย (explanation
subsystem) เป็=
3609;ส่วนที่อธิ=
บายถึงรายลū=
2;เอียดของข้=
629;สรุปหรือคำ&=
#3605;อบที่ได้มา=
;นั้น
มาได้อย่างŭ=
2;ร
และทำไมถึงũ=
7;ีคำตอบเช่น=
609;ั้น 5.
การติดต่อกū=
3;บผู้ใช้
(user<=
b>
interface) เนื=
3656;องจากผู้ใช=
้จะมีความรŬ=
1;้ในงานสารส=
609;เทศที่แตกต&=
#3656;างกัน
หรือผู้ใช้ũ=
0;างคนไม่เคย=
594;ินกับการรั&=
#3610;คำแนะนำจาก=
;ระบบสารสนเ$=
07;ศ
ตลอดจนผู้ใŧ=
4;้มีความต้อ=
591;การที่หลาก&=
#3627;ลาย
ดังนั้นผู้ũ=
4;ัฒนาระบบจึ=
591;ต้องคำนึงถ&=
#3638;งความสะดวก=
;ในการติดต่$=
29;ระหว่าง
ES กับผู้ใ=
ช้
ทำให้การติŨ=
4;ต่อสื่อสาร=
619;ะหว่าง
ES กับผู้ใ=
ช้ที่มีควาũ=
7;สะดวก
ทำให้ผู้ใชŭ=
7;เกิดความพอ=
651;จและสามารถ&=
#3651;ช้ระบบจนเก=
;ิดความชำนา#=
97;
ซึ่งจะทำใหŭ=
7;การปฏิบัติ=
591;านมีประสิท&=
#3608;ิภาพ
Picture
05 1.
การวิเคราะŪ=
7;์ปัญหา ดำเนิ=
นการพิจารณū=
4;ถึงความต้อ=
591;การ
ความเหมาะสũ=
7;
และความเป็Ũ=
9;ไปได้
ในสถานการณŮ=
0;จริง
โดยทำความเŦ=
6;้าใจกับปัญ=
627;า
จัดขั้นตอนŭ=
1;นการแก้ปัญ=
627;า
การกำหนดรูũ=
1;แบบของการใ=
627;้คำปรึกษา
ตลอดจ=
นรวบรวมควาũ=
7;รู้
และความเข้ū=
4;ใจในสาระสำ=
588;ัญที่จะนำม&=
#3634;ประกอบการพ=
;ัฒนาระบบ
และต้องคำนū=
8;งถึงความต้=
629;งการของผู้&=
#3651;ช้ระบบเป็น=
;สำคัญ
2.
การเลือกอุũ=
1;กรณ์
พิจาร=
ณาความเหมาū=
2;สมของส่วนป=
619;ะกอบที่สำค&=
#3633;ญ
ดังต่อไปนีŭ=
7; 2.1
การแสดงควาũ=
7;รู้
2.2
การติดต่อกū=
3;บผู้ใช้
2.3
ชุดคำสั่ง 2.4
การบำรุงรัŦ=
5;ษาและการพั=
602;นาระบบ
3.
การถอดความũ=
9;ู้
ผู้พั=
ฒนาระบบต้อŧ=
1;ทำการสังเก=
605;
ศึกษา และทำ#=
88;วามเข้าใจก=
3633;บความรู้ที=
่จะนำมาพัฒŨ=
9;าเป็น
ES จากแŪ=
7;ล่งอ้างอิง
หรือผู้เชีŭ=
6;ยวชาญในสาข=
634;นั้น
เพื่อการกำŪ=
7;นดขอบเขตที=
656;เหมาะสมของ&=
#3619;ะบบ
4.
การสร้างต้Ũ=
9;แบบ
นำส่ว=
นประกอบต่าŧ=
1;
ๆ
ที่กล่าวมาũ=
7;าประกอบการ=
626;ร้างต้นแบบ
พร้อมทั้งทŨ=
4;สอบการทำงา=
609;ของต้นแบบท&=
#3637;่สร้างขึ้น=
;ว่าสามารถท$=
35;งานได้ตามท=
3637;่ไว้วางแผน=
ไว้หรือไม่
5.
การขยาย
การทดสอบแลū=
2;บำรุงรักษา Picture
06 หลังจ=
ากที่ต้นแบũ=
0;ได้ถูกสร้า=
591;ขึ้นและสาม&=
#3634;รถผ่านการ โดยเฉ=
พาะส่วนที่Ŭ=
8;ป็นฐานความ=
619;ู้ คุณสม=
บัติของระบũ=
0;ผู้เชี่ยวช=
634;ญ
ต้องส=
ามารถเรียนũ=
9;ู้สิ่งที่ผ=
656;านมาได้
หรือสามารถŬ=
8;ข้าใจจากปร=
632;สบการณ์ ต้องส=
ามารถใช้เหŨ=
5;ุผลในการแก=
657;ปัญหาที่เผ&=
#3594;ิญอยู่ได้ ต้องส=
ามารถคิดโดũ=
8;ใช้หลัการข=
629;งเหตุผลได้<=
/span> ต้องส=
ามารถประยุŦ=
5;ต์ให้สามาร=
606;ใช้สิ่งต่า&=
#3591;ๆที่อยู่รอ=
;บๆตัวได้ให$=
57;เป็นประโยช=
3609;์ได้ ต้องส=
ามารถคิดอะŭ=
2;รต่างๆได้ด=
657;วยตัวเอง
หรือการมีคŪ=
3;ามคิดเป็นข=
629;งตัวเอง ประโย=
ชน์ของระบบũ=
2;ู้เชี่ยวชา=
597;(Expert
System) ช่วยร=
ักษาความรูŭ=
7;ที่อาจสูญเ=
626;ียไป
เมื่อเกิดกū=
4;รลาออกของพ=
609;ักงานที่มี&=
#3588;วามเชี่ยวช=
;าญ ช่วยท=
ำให้ข้อมูลũ=
7;ีคุณภาพ
และมีศักยภū=
4;พในการนำมา=
651;ช้งานได้อย&=
#3656;างทันท่วงท=
;ีเมื่อต้อง#=
85;าร ช่วยท=
ำให้เกิดควū=
4;มคิดสร้างส=
619;รค์แปลกใหม&=
#3656; ช่วยป=
้องกันไม่ใŪ=
7;้เกิดภาวะท=
637;่อาจเกิดกั&=
#3610;มนุษย์
เช่น
ความเมื่อยŪ=
1;้า
ความสับสนวŬ=
0;่นวาย
หรือปัญหาอū=
4;รมณ์ ใช้เป=
็นเครื่องมū=
9;อเชิงกลยุท=
608;์
ด้านการตลาŨ=
4; ท่านส=
ามารถหาควาũ=
7;ู้เพิ่มเติ=
617;ของระบบ
(Expert System) ได้=
จาก
http://ora.chandra.ac.th/~chantara/E-learning_MIS/mis/chapter11.htm ภาคขย=
าย
1 Expert System (ES) 1.
ฐานความรู้ (knowledge
Base) &=
nbsp; &=
nbsp; &nbs=
p; &=
nbsp; &nbs=
p; &=
nbsp; &nbs=
p; &=
nbsp; &nbs=
p; &=
nbsp; เป็นศ=
ูนย์กลางขอŧ=
1;ทุกระบบผู้=
648;ชี่ยวชาญที&=
#3656;ใช้กฎเป็นพ=
;ื้นฐานประก$=
29;บด้วย
ฐานความรู้
ซึ่งประกอบŨ=
4;้วยข้อเท็จ=
592;ริง
(Facts)
ในเรื่อ=
591;ที่ผู้เชี่&=
#3618;วชาญให้ควา=
;มสนใจและกฎ$=
05;่าง
ๆ
ที่ระบบผู้Ŭ=
8;ชี่ยวชาญ
&=
nbsp; &nbs=
p; &=
nbsp; &nbs=
p; &=
nbsp; &=
nbsp; &nbs=
p; &=
nbsp; &nbs=
p; ใช้ใน=
การตัดสินใŧ=
2;ซึ่งเกี่ยว=
585;ับข้อเท็จจ&=
#3619;ิงดังกล่าว
หรือหมายถึŧ=
1;
ธนาคารข้อมŬ=
1;ลหรือคลังข=
657;อมูล
โดยพื้นฐานŬ=
9;ล้วจะประกอ=
610;ด้วย
ข้อเท็จจริŧ=
1;
และกฎต่าง ๆ =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =
&nb=
sp; =

